“ข่านผู้ยิ่งใหญ่ มีข่าวดีหนึ่งเรื่อง และข่าวร้ายหนึ่งเรื่องพ่ะย่ะค่ะ” ซาร์เอ่อร์ถีอัครมหาเสนาบดีกล่าวอย่างร้อนใจจากด้านนอก
“ข่าวดีคืออะไร?” ปี้เล่อเกอถาม
“ข่าวดีคือ เมื่อครู่กระหม่อมตรวจตราการป้องกันในเมืองแล้ว มีกำลังพลสองหมื่นนายเพียงพอให้เราระดมใช้พ่ะย่ะค่ะ”
“อืม เวลานี้ต้องนำอาวุธทั้งหมดออกมา ให้ทุกคนสังหารข้าศึกได้”
“พ่ะย่ะค่ะ”
“แล้วข่าวร้ายเล่า?”
“ข่าวร้ายคือเมืองเป่ยถิงเสียไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“หืม?”
“เมืองเป่ยถิงเสียไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“หืม?”
“ข่าวร้ายคือเมืองเป่ยถิงเสียไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ปี้เล่อเกอแหวกม่านประทับอย่างหงุดหงิด ร่างเปลือยเปล่าทั้งตัว ดวงตาเหม่อลอยจับจ้องซาร์เอ่อร์ถี “เจ้าว่าเมืองเป่ยถิงเสียไปแล้ว หมายความว่าอย่างไร?”
“ข่านผู้ยิ่งใหญ่ เป็นเช่นนี้พ่ะย่ะค่ะ เมืองเป่ยถิงถูกกองทัพซ่งตีแตกแล้ว”
“เจ้าพูดอีกครั้งซิ?”
“เมืองเป่ยถิงถูกกองทัพซ่งตีแตกแล้ว มีคนควบม้าหนีจากเป่ยถิงมารายงานข่าวพ่ะย่ะค่ะ”
เสียงเพี๊ยะดังขึ้น คงเพราะยืนไม่มั่นคง ปี้เล่อเกอจึงแยกขาเป็นเส้นตรงอยู่ตรงนั้น
ปี้เล่อเกออ้าปากค้าง มองซาร์เอ่อร์ถี
ซาร์เอ่อร์ถีมองปี้เล่อเกออย่างตกตะลึง
“เร็ว…เร็ว…รีบพยุงข้า…พยุงข้าขึ้นมา…”
ยามเช้า ปี้เล่อเกอนั่งอยู่บนเก้าอี้ หลังฟังรายงานจากผู้หนีรอดมาจากเมืองเป่ยถิง ใบหน้าของเขาก็ขมขื่นประหนึ่งมะระที่แช่อยู่ในน้ำขมมาสามวันสามคืน
“พ่ายแพ้ทั้งหมดแล้วหรือ?” ถ้อยคำสามคำนี้แทบจะถูกเค้นออกมาจากซอกฟัน
“พ่าย…พ่ายแพ้หมดแล้วพ่ะย่ะค่ะ…”
“พวกป๋าซีมี่เล่า?”
“ไม่…ไม่ทราบว่าหายไปที่ใดพ่ะย่ะค่ะ!”
ฝ่ายสนับสนุนการทำสงครามเงียบกริบ ท้องพระโรงก็เงียบกริบ
