เมื่อฮ่องเต้ตรัสเช่นนี้ จ้าวเหย่ก็ชะงักงันไปเล็กน้อย
“กระหม่อมยังไม่เข้าใจพระประสงค์ของฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ” ความประหลาดใจวูบผ่านดวงตาของจ้าวเหย่ ก่อนสีหน้าจะกลับเป็นปกติ
“ยังไม่เข้าใจหรือ?”
“กระหม่อมยังไม่เข้าใจพ่ะย่ะค่ะ”
จ้าวหนิงตรัสต่อว่า “หวงเฉียนซ่านให้คนปลอมเป็นโจรปล้นเสบียงของพ่อค้าขนส่งจนหมด ทำให้ลั่วโจวกับหานตานไร้เสบียง จนเกิดการก่อจลาจล เข้าใจแล้วหรือไม่?”
หัวใจของจ้าวเหย่พลันปั่นป่วนราวกับคลื่นยักษ์ซัดกระหน่ำ ความคิดนับพันพรั่งพรูขึ้นมาในชั่วพริบตา
ฮ่องเต้ทรงทราบได้อย่างไร?
ไม่มีเวลาให้จ้าวเหย่คิดมาก เขาฝืนข่มใจให้สงบแล้วกล่าวว่า “เรื่องนี้...มีเหตุเช่นนี้ด้วยหรือ กระหม่อมไม่เคยได้ยินมาก่อนพ่ะย่ะค่ะ”
“ท่านไม่รู้หรือ?”
“กระหม่อมไม่ทราบพ่ะย่ะค่ะ”
“แล้วท่านรู้หรือไม่ว่าหวงเฉียนซ่านอยู่ในเมืองหลวง?”
เหงื่อเย็นเริ่มผุดขึ้นบนหน้าผากจ้าวเหย่ เขาฝืนสงบใจแล้วกล่าวต่อว่า “หากหวงเฉียนซ่านก่อกรรมชั่วร้าย ถูกจับกุมและลงโทษอย่างหนัก ก็ย่อมแสดงให้เห็นถึงพระบารมีอันเกรียงไกรของฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ”
จ้าวหนิงลุกขึ้นแล้วเสด็จลงมาจากบัลลังก์
ภายในท้องพระโรงฉุยกงเงียบงันราวกับไม่มีผู้คน ที่จริงแล้วคนรอบข้างหลายคนไม่รู้เรื่องนี้มาก่อน พอได้ยินฮ่องเต้ตรัสขึ้นมาโดยกะทันหัน ต่างก็รู้สึกทั้งงุนงงและตกตะลึง
บรรยากาศพลันตึงเครียดขึ้น แตกต่างจากการโต้เถียงดุเดือดเมื่อครู่โดยสิ้นเชิง
เพียงฮ่องเต้ขยับกาย แรงกดดันไร้รูปร่างก็แผ่ปกคลุมไปทั่วท้องพระโรงฉุยกง ทุกคนกลั้นหายใจ ไม่กล้าเอ่ยวาจา
จ้าวหนิงเสด็จลงมาหยุดตรงหน้าจ้าวเหย่ สีหน้าสงบนิ่ง บนพระพักตร์ยังมีรอยยิ้มบาง ๆ “หากจะสำแดงพระบารมีอันเกรียงไกรของเรา แค่หวงเฉียนซ่านคนเดียว เกรงว่ายังไม่พอ”
