“เพราะจ้าวกวนเจียแต่ละรุ่นขลาดเขลากว่ารุ่นก่อน” ว่านเหยียนจงจวิ้นกล่าว
คำพูดเช่นนี้มีแต่คนที่ไม่เข้าใจการเมืองและการปกครองแผ่นดินอย่างแท้จริงเท่านั้นจึงจะกล่าวออกมาได้
“แม้จ้าวกวนเจียในอดีตจะไม่มีผู้ใดเป็นฮ่องเต้ที่เด็ดขาด แต่เหล่าขุนนางของแคว้นซ่งก็ประมาทมิได้” จงกานกล่าว “การทำศึกระหว่างแคว้น มิใช่เพียงอาศัยความกล้าของคนคนเดียวก็จะสำเร็จได้”
ว่านเหยียนจงจวิ้นกล่าวว่า “หากเป็นข้า จะย้ายเมืองหลวงไปยังสามเมืองชายแดนเหอเป่ย ระดมกำลังทหารไว้ที่นั่น แล้วทำศึกกับแคว้นเหลียวซึ่งหน้า ข้าไม่เชื่อหรอกว่าแคว้นเหลียวเล็ก ๆ จะรับมือไม่ได้ จ้าวกวนเจียพวกนั้นคงอยู่ในรังอันสุขสงบนานเกินไป”
อูจู๋เริ่มนึกเสียใจอยู่บ้างที่ไม่ได้สังหารว่านเหยียนจงจวิ้น เจ้าคนโง่ผู้นี้เสียตั้งแต่แรก
อูจู๋กล่าวว่า “หากแคว้นซ่งย้ายเมืองหลวงไปเหอเป่ย แล้วจะใช้สิ่งใดรับประกันเสบียงอาหารและสินค้าในเมืองหลวง?”
จงจวิ้นชะงักไปครู่หนึ่ง ไม่รู้จะตอบอย่างไร
ที่จริงแม้แต่หมูยังรู้ว่าฉางอานกับลั่วหยางมีชัยภูมิเหมาะแก่การตั้งรับ แต่เหตุใดราชวงศ์ต้าซ่งแต่ละรัชกาลจึงแทบไม่มีผู้ใดคิดย้ายเมืองหลวงไปฉางอาน?
เพราะฉางอานทรุดโทรม การลำเลียงทางน้ำติดขัด หากย้ายเมืองหลวงไปที่นั่น แม้แต่ชีวิตประจำวันของผู้คนในเมืองหลวงก็ยังรับประกันไม่ได้ แล้วจะเอาสิ่งใดมาเลี้ยงดูกองทัพ?
“แคว้นซ่งไม่อาจเอาชนะแคว้นเหลียวมาโดยตลอด เพราะระบบการปกครองภายในของแคว้นเหลียวประสบความสำเร็จที่สุดในบรรดาราชวงศ์ทั้งหลาย ชาวชี่ตันกับชาวฮั่นร่วมกันปกครองแผ่นดิน หลอมรวมและพึ่งพาอาศัยกัน ทั้งมีระบบภาษีอากรอันมั่นคง งานช่าง และประชากรของราชวงศ์จงหยวน อีกทั้งยังมีความกล้าหาญและม้าศึกของชาวชี่ตัน”
