ฟ่านจงอินกล่าวอย่างเย็นชาว่า “ทราบแล้ว”
“ท่านแม่ทัพฟ่าน หากเกิดเรื่องอันใดขึ้น ขอท่านช่วยคุ้มครองข้าน้อยด้วย เห็นแก่ที่เรารับราชการร่วมราชสำนัก ต่างก็แบ่งเบาพระราชภาระของฝ่าบาท”
กล่าวจบ จางปังชางก็หยกประดับชิ้นหนึ่งออกมา ดูก็รู้ว่ามีค่ามาก
ฟ่านจงอินกล่าวว่า “ท่านไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้ ข้าจะปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ครบถ้วน”
จางปังชางเก็บหยกกลับไปอย่างกระอักกระอ่วน ก่อนถามต่อว่า “ข้าน้อยยังมีเรื่องอยากถาม”
“ถามมาเถิด”
“กองทัพต้าหลี่ยังอยู่ทางใต้หรือไม่” จางปังชางถาม
จากนั้นเขาก็อธิบายว่า “เรื่องนี้เกี่ยวพันกับเกาเลี่ยงเฉิง ฝ่าบาทมีรับสั่งให้จับกุมคนตระกูลเกาทั้งหมดแล้วนำตัวเข้ากรุง”
ฟ่านจงอินตอบตามจริงว่า “กองทัพต้าหลี่ยังอยู่แนวเหนือจริง แต่ก่อนหน้านี้เป็นองค์รัชทายาทแห่งแคว้นต้าหลี่ที่ดูแลกิจการทางแนวเหนือมาโดยตลอด หน่วยลาดตระเวนของเราจึงสืบไม่ได้ว่าเกาเลี่ยงเฉิงอยู่ที่นั่นหรือไม่”
จางปังชางพยักหน้า แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงทางการทูตว่า “เมื่อสืบไม่พบ ก็แปลว่าอยู่ที่นั่น!”
ฟ่านจงอินชะงักไปครู่หนึ่ง จางปังชางลุกขึ้นประสานมือคำนับ “ข้าน้อยมีราชการติดตัว ขออำลาก่อน”
ฟ่านจงอินลูบเครา พลางพึมพำว่า “ดูท่าการเจริญสัมพันธไมตรีของจางปังชางจะเริ่มเข้าที่เข้าทางแล้ว”
บัดนี้ต้าซ่งกับต้าหลี่เพิ่งทำศึกกันมา จางปังชางต้องเดินทางไปเจริญสัมพันธไมตรีกับแคว้นต้าหลี่อีกครั้ง ในใจย่อมหวาดหวั่นอยู่บ้าง
หากพวกที่ต่อต้านซ่งภายในแคว้นต้าหลี่ส่งคนมาจัดการเขาจะทำอย่างไร?
เรื่องส่วนใหญ่บนโลกนี้ล้วนเกิดจากความจำใจ
หากไม่มีทางถอย ใครจะยอมทำงานให้เจ้านายไร้มนุษยธรรมคนนั้นกันเล่า?
