บทเรียนจากศึกโย่วโจวบอกเราว่า ในสภาพแวดล้อมระดับจุลภาค เหตุการณ์เปลี่ยนแปลงรวดเร็วเกินไป ไม่มีใครคาดคำนวณได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป
กล่าวให้เข้าใจง่ายก็คือ เนื่องจากพื้นที่แต่ละแห่งอยู่ไม่ห่างกันมาก กองกำลังทั้งหลายจึงตั้งอยู่ใกล้กัน การเผชิญหน้ากันในช่วงเวลาสั้น ๆ ย่อมมีความไม่แน่นอน ผลลัพธ์ก็ย่อมไม่แน่นอนเช่นกัน
ดังนั้น ผู้คนจึงมักกล่าวว่าประวัติศาสตร์มีความบังเอิญ หมายถึงเหตุการณ์ในพื้นที่หนึ่งช่วงเวลาหนึ่ง
แต่ผู้คนก็กล่าวอีกว่าประวัติศาสตร์มีความแน่นอนในตัว หมายถึงแนวโน้มพัฒนาการของประวัติศาสตร์ในภาพกว้าง ซึ่งแนวโน้มนี้กินช่วงเวลายาวนานยิ่งนัก
โดยสรุปแล้ว หากมีใครบอกเจ้าว่าเขาคำนวณล่วงหน้าได้สิบก้าวจากการเดินเพียงก้าวเดียว ทั้งยังไม่เคยผิดพลาดแม้แต่ก้าวเดียว เจ้าก็เชื่อได้อย่างเต็มที่ว่าคนผู้นั้นไม่ใช่หมอดู ก็เป็นนักต้มตุ๋น
ท้ายที่สุดแล้ว ในสนามรบ การปรับตัวตามสถานการณ์ต่างหากคือหนทางที่ถูกต้อง
ไม่ว่าจะเป็นหลี่เฉียนซุ่นหรือจ้าวหนิง ต่างก็ตัดสินใจปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ศึกที่แปรผันไม่หยุด
“รายงาน! ฝ่าบาท หน่วยสอดแนมพบข้าศึกทางตะวันตกกองหนึ่งเคลื่อนกำลังอย่างรวดเร็วจากทางเหนือของเมืองไปยังทางตะวันออก”
จ้าวหนิงกล่าวอย่างไม่ตื่นตระหนก “นั่นคือหลี่เฉียนซุ่นไปช่วยเมืองโย่วโจว”
“พวกเราก็ส่งทหารไปช่วยเช่นกัน” ซุนฝู่กล่าว
“พวกเราทำเช่นนั้นไม่ได้”
“เพราะเหตุใด?”
“หากพวกเราส่งทหารไปช่วย หลี่เฉียนซุ่นก็จะเพิ่มกำลังเข้ามาอีกมิใช่หรือ?”
“เขาก็ต้องเพิ่มกำลังเข้ามาอีกอยู่แล้ว”
“เช่นนั้นสนามรบหลักมิกลายเป็นทางตะวันออกของเมืองหรือ?” จ้าวหนิงเหลือบมองซุนฝู่ผู้ซื่อบื้อ “หากสนามรบหลักไปกระจุกอยู่ทางตะวันออกของเมือง ย่อมเป็นประโยชน์ต่อหลี่เฉียนซุ่นฝ่ายเดียว ไม่เป็นผลดีต่อกองทัพเรา ยามนี้กองทัพใหญ่สองสายของเราแยกกันเคลื่อนกำลัง จึงใช้ประโยชน์จากกำลังพลได้อย่างเต็มที่”
