หลี่อวี้ถามว่า “เพิ่มกำลังพลเท่าใด?”
“ได้ยินว่าหนึ่งแสนนาย!”
“เหลวไหล!” หลี่อวี้สบถ “เมืองสือโจวจะรองรับคนหนึ่งแสนได้หรือ คิดว่าข้าเป็นหมูโง่หรือไร?”
หลี่เหรินจงกล่าวว่า “ไม่ได้บอกว่ามีอยู่แค่เมืองสือโจวเสียหน่อย อิ๋นโจวยังมีกำลังพลอีกหลายหมื่นมิใช่หรือ?”
“เช่นนั้นหมายความว่ากองทัพซ่งไม่เพียงไม่คิดเจรจา แต่ยังคิดขยายแนวรบด้วยหรือ?”
“ข้าต้องไปฉางอานเดี๋ยวนี้ จะปล่อยให้สถานการณ์ลุกลามมิได้” หลี่เหรินจงกล่าว “เจ้าห้ามเปิดศึกกับกองทัพซ่งโดยพลการเป็นอันขาด”
กล่าวจบ หลี่เหรินจงก็จากไปอย่างเร่งร้อน
หลังหลี่เหรินจงจากไป เหล่าผู้มีอำนาจในโย่วโจวก็ถกเถียงกันอย่างดุเดือด
แบ่งออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งเห็นว่าควรระดมกำลังพลจำนวนมากมุ่งหน้าไปยังเมืองสือโจวเพื่อเปิดศึกกับกองทัพซ่ง อีกฝ่ายเห็นว่าควรรออ๋องผู่กลับมาก่อน
หลี่อวี้มองหลี่เอ๋ออี๋แล้วถามว่า “เจ้าคิดเห็นเช่นไร?”
“กองทัพซ่งเพียงตั้งกำลังอยู่ที่เมืองสือโจว ยังมิได้บุกโจมตีเซี่ยโจว หน่วยสอดแนมทางใต้ก็ยังไม่ส่งข่าวกลับมา ยามนี้ควรระมัดระวังไว้ก่อน เซี่ยโจวเป็นแหล่งแร่เหล็กสำคัญของแคว้นเรา มีกำลังรักษาการณ์สองหมื่นนาย ควรส่งกำลังพลอีกสามหมื่นนายไปเซี่ยโจว แม้ไม่เปิดศึกก่อน ก็ยังรักษาเมืองเอาไว้ได้”
“หากกองทัพซ่งโจมตีหงโจวหรือหลงโจวเล่า จะทำเช่นไร?”
“หงโจวมีกำลังป้องกันหนึ่งหมื่นนาย หลงโจวก็มีหนึ่งหมื่นนาย โย่วโจวยังมีกองทัพอีกสามหมื่นนาย ทั้งสามเมืองห่างกันไม่ถึงร้อยลี้ ส่งกำลังช่วยเหลือกันใช้เวลาไม่ถึงสองวัน หากเกิดเหตุไม่คาดฝัน ค่อยปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์”
หลี่อวี้พยักหน้าแล้วกล่าวว่า “เช่นนั้นจงจัดกำลังพลสามหมื่นนายไปเซี่ยโจวก่อน เผชิญหน้ากับกองทัพซ่ง”
