เกาชิวเพียงแค่นำเรื่องที่ซักซ้อมกับจ้าวกวนเจียเป็นการส่วนตัวมาแสดงต่อหน้าท้องพระโรงอีกครั้ง
ผลลัพธ์นั้นเพียงพอจะข่มขวัญคนทั้งท้องพระโรง
ขุนนางนับไม่ถ้วนรีบคุกเข่าลงกับพื้น ร้องขอความเมตตา ความภาคภูมิใจและโทสะของพวกเขามลายหายสิ้น
“ฝ่าบาทโปรดทรงพิจารณาให้กระจ่าง กระหม่อมทั้งหลายจงรักภักดีต่อต้าซ่ง ไม่คิดทรยศไปเข้ากับศัตรูเป็นแน่!”
“ฝ่าบาท กระหม่อมทั้งหลายไม่มีทางทรยศ นี่เป็นข้อกล่าวหาใส่ร้ายกระหม่อมทั้งหลายของเกาชิวโจรผู้นี้!”
“ฝ่าบาท กระหม่อมทั้งหลายรับพระมหากรุณาธิคุณของแผ่นดินมาหลายชั่วอายุคน ยินดีสละชีพเพื่อชาติ!”
“...”
ทุกคนพากันร่ำไห้ร้องตะโกน จนโกลาหลไปทั้งท้องพระโรง
จ้าวหนิงเห็นท่าทางเช่นนั้นแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่า โอ้โห เถียงด้วยเหตุผลไม่ชนะ หลักฐานก็หมดแล้ว เลยหันมาใช้วิธีร้องไห้โวยวายขู่ฆ่าตัวตายกับฉันงั้นเหรอ?
เขาทำหน้าขรึม กวาดตามองคนเหล่านั้น
ยามนี้คนพวกนี้แสดงท่าทีน่าสงสารในท้องพระโรง แต่พอกลับถึงบ้านหรืออยู่ตามลำพัง ก็เผยธาตุแท้อันดุร้ายออกมา
การเสแสร้งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกคนที่คลุกคลีอยู่ในวงขุนนาง
ในทางกลับกัน คนอย่างจ้าวเฉินที่ไม่รู้จักเสแสร้งจึงถูกผู้คนด่าว่าโง่เขลา เมื่อมองจากจุดนี้ จ้าวหนิงกลับรู้สึกว่าจ้าวเฉินมีด้านน่ารักอยู่บ้าง อย่างน้อยเขาก็กล้าลุกขึ้นยืนหยัด ทั้งที่อายุเพียงสิบสี่ปี
วัยเยาว์ที่ไร้เลือดร้อนจะเรียกว่าวัยเยาว์ได้หรือ?
เหตุที่คนหนุ่มสาวน่ารัก ก็เพราะพวกเขามีเลือดร้อนอยู่เต็มอก กล้าตะโกนก้องต่อโลกใบนี้ แม้จะยังอ่อนเยาว์ แต่ก็เปล่งแสงและความอบอุ่นของตนเอง มิใช่ทำตัวแก่เกินวัยอย่างไร้ชีวิตชีวา
ในเวลานี้ฉินฮุ่ยก็เอ่ยขึ้น
น้ำเสียงของฉินฮุ่ยพลันดังขึ้น สูงกว่าครั้งใดที่ผ่านมา
เขาตะโกนเสียงดังว่า “ฝ่าบาท! กระหม่อมเจ็บปวดใจยิ่งนัก! แผ่นดินของเราตกต่ำถึงเพียงนี้ กระหม่อมโศกเศร้าจนมิอาจกลั้น!”
เสียงตวาดของฉินฮุ่ยทำให้ทุกคนตั้งตัวไม่ทัน
