เฉินกุยไม่คาดคิดว่าเพิ่งมาถึงเปี้ยนจิงได้ไม่นาน ฮ่องเต้ก็เรียกตัวเขาเข้ามาหารือราชกิจการทหารอันสำคัญยิ่งเช่นนี้
ต้องรู้ว่า บัดนี้เขาเป็นเพียงนายอำเภอคนหนึ่ง
ส่วนเรื่องที่ฮ่องเต้ตรัสเมื่อครู่ ล้วนควรหารือกับเหล่าเสนาบดี
การที่เขาได้มาอยู่ในตำหนักเหวินเต๋อเวลานี้ ก็นับว่าเกินฐานะของตนไปมากแล้ว
เขากล่าวว่า “ฝ่าบาท กระหม่อมเกรงว่าตนเองคงยากจะ...”
จ้าวหนิงตรัสตัดบทก่อนเขาจะพูดจบว่า “แผ่นดินกำลังต้องการคน ยามนี้ท่านจงรับภาระอันใหญ่หลวงนี้ไว้”
เฉินกุยสะท้านใจขึ้นมาทันที เมื่อนึกถึงตอนที่ฝ่าบาทเสด็จออกนอกเมืองมาต้อนรับเขาท่ามกลางสายฝนด้วยพระองค์เอง เขาก็อดซาบซึ้งใจไม่ได้ จึงกล่าวว่า “ทุกอย่างสุดแต่ฝ่าบาทจะทรงจัดการ กระหม่อมจะทุ่มเทสุดกำลังพ่ะย่ะค่ะ”
จ้าวหนิงตรัสว่า “ดี!”
จากนั้นตรัสต่อว่า “ท่านอัครเสนาบดีซูเย่ ท่านเห็นว่าการวางกำลังป้องกันเหอเป่ยควรจัดการเช่นไร”
จางซูเย่กล่าวว่า “ฝ่าบาททรงพระปรีชายิ่ง ยามนี้เรื่องเร่งด่วนที่สุดย่อมเป็นดังที่ฝ่าบาทตรัส นั่นคือเร่งวางกำลังป้องกันในเหอเป่ยพ่ะย่ะค่ะ”
“เมื่อเป็นเช่นนั้น ท่านจงรับหน้าที่ดูแลสำนักกิจการทหารและการปกครอง คัดเลือกทหารกล้าจากกองทัพที่ร่วมป้องกันเมืองครานี้โดยเร็ว จัดตั้งกองทัพใหม่ แล้วแบ่งกำลังจัดการให้เป็นระบบ ดีหรือไม่”
“กระหม่อมรับพระบัญชา ภายในหนึ่งเดือนกระหม่อมจะถวายเอกสารแผนการจัดกำลังแก่ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ”
จ้าวติ่งกล่าวว่า “ฝ่าบาท ผู้ใดจะดำรงตำแหน่งจื้อจื้อสื่อเหอเป่ยพ่ะย่ะค่ะ”
“ในใจเรามีผู้เหมาะสมอยู่แล้ว”
จ้าวติ่งจึงไม่ซักถามต่อ
เขาพอเดาได้ว่าอาจเป็นหลี่กัง
ส่วนตำแหน่งซูมี่สื่อนั้น เขายังเดาไม่ออกว่าเป็นผู้ใด
เฉินกุยกล่าวว่า “ฝ่าบาท คนที่กระหม่อมนำมาด้วย...”
“ให้บรรจุเข้ากองทัพใหม่ทั้งหมด แล้วให้ท่านอัครเสนาบดีซูเย่เป็นผู้จัดการ เจ้าไม่ต้องกังวล เราจะไม่ทอดทิ้งพวกเขา”
“ขอบพระทัยฝ่าบาท”
“การดูแลยุทโธปกรณ์ป้องกันเหอเป่ย ยังต้องอาศัยเจ้าเป็นผู้ควบคุมดูแล”
เฉินกุยรีบกล่าวว่า “ฝ่าบาทโปรดวางพระทัย กระหม่อมจะไม่ทำให้พระองค์ผิดหวังพ่ะย่ะค่ะ”
