จ้าวหนิงเห็นชายหนุ่มคนหนึ่งเดินเข้ามา
ชายหนุ่มผู้นี้มีคิ้วตาคมชัด ผิวขาวหน้าตาหล่อเหลา ดูคล้ายดาราหนุ่มหน้าหยกแห่งศตวรรษที่ 21 อยู่หลายส่วน
คนผู้นี้ก็คือจ้าวโก้ว
ผู้สถาปนาราชวงศ์ซ่งใต้ บุคคลในประวัติศาสตร์ที่มีข้อถกเถียงอยู่ไม่น้อย
จ้าวโก้วเดินมาหยุดตรงหน้าจ้าวหนิง ก่อนคำนับแล้วกล่าวว่า “กระหม่อมขอถวายคำนับฝ่าบาท”
“ลุกขึ้นเถิด ไม่ต้องมากพิธี” ท่าทีของจ้าวหนิงเป็นมิตรอย่างยิ่ง แม้แต่ไรขนบนใบหน้าก็ยังแผ่กลิ่นอายแห่งรอยยิ้มอบอุ่น เขาลุกขึ้นเดินไปหาจ้าวโก้ว ตบไหล่อีกฝ่ายเบา ๆ “พี่เก้า ครานี้ลำบากเจ้าแล้ว”
จ้าวหนิงเกือบหลุดปากเรียกออกไปว่า จิ่วเม่ย!
(ราชวงศ์ซ่งไม่มีคำเรียกน้องเก้าหรือน้องสาวเก้า ไม่ว่าจะมีลำดับที่เท่าใด ก็เรียกตามลำดับว่า พี่ชายหรือพี่สาว โดยไม่เกี่ยวกับอายุ)
“กระหม่อมเพียงแบ่งเบาภาระให้ฝ่าบาท”
“หลังจากเจ้าไปแล้ว เราได้ทบทวนตนเองอย่างถี่ถ้วน เราไม่ควรให้เจ้าเสี่ยงอันตรายถึงเพียงนั้น!” หลังจากเปิดอกพูดคุยกับจ้าวติ่งอย่างหมดเปลือก จ้าวหนิงก็เริ่มเปิดอกพูดคุยกับจ้าวโก้วอย่างหมดเปลือกอีกครั้ง
เพียงแต่จุดประสงค์กลับแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
ผู้เห็นเหตุการณ์ย่อมรู้ว่าการกระทำของจ้าวโก้วในเหอเป่ยครานี้ช่างไร้ความสามารถเพียงใด
แม้แต่จ้าวหนิงก็รู้ว่าเขาหดหัวอยู่ในต้าหมิงฝู่ ส่วนสถานการณ์ศึกอาศัยจงเจ๋อคอยประคองไว้
แต่เหล่าขุนนางกลับมิได้คิดเช่นนั้น พวกเขาเห็นว่าจ้าวโก้วตั้งจวนแม่ทัพใหญ่ขึ้นมา แล้วแต่งตั้งจงเจ๋อลงใต้ไปยังหัวโจวเพื่อต้านทานกองทัพจิน
ถึงขั้นคิดว่าการแต่งตั้งครั้งนี้ของจ้าวโก้วชาญฉลาดยิ่ง จ้าวโก้วจึงมีความชอบ
ส่วนเรื่องที่จ้าวโก้วปฏิเสธไม่ยอมออกรบ ใครเล่าจะตัดสินได้ว่าควรหรือไม่ควร?
หวังป๋อเยี่ยนย่อมกล่าวว่า มหาแม่ทัพส่งจงเจ๋อไปเป็นทัพหน้าแล้ว ส่วนด้านหลังกำลังลำเลียงเสบียง รอจังหวะเหมาะสมเพื่อยกทัพออกโจมตีได้ทุกเมื่อ
