สิ่งใดคือแก่นแท้ของการธำรงสังคมมนุษย์ไว้?
กฎหมายหรือ?
ระเบียบแบบแผนหรือ?
พลังการผลิตหรือ?
เทคโนโลยีหรือ?
หรือศีลธรรม?
ล้วนเป็นเรื่องเล่าทั้งสิ้น!
นับแต่เริ่มรู้จักขบคิด มนุษย์ก็เรียนรู้ที่จะเล่าเรื่อง
ลองนึกดูสิว่า ในยุคแรกเริ่ม มนุษย์อาศัยสิ่งใดรวมกลุ่มและปกครองเผ่า?
อาศัยการร่วมกันจินตนาการถึงเทพองค์หนึ่ง จากนั้นสมาชิกแกนหลักของเผ่าก็บอกเล่าเรื่องเทพองค์นั้นให้ทุกคนฟัง
หากทำเรื่องเลวร้าย ก็จะถูกเทพลงทัณฑ์
ส่วนสิ่งใดดีหรือเลวนั้นย่อมมีเกณฑ์ หากเป็นประโยชน์ต่อความมั่นคงของเผ่าโดยรวมก็ถือว่าดี หากเป็นโทษต่อเผ่าโดยรวมก็ถือว่าเลว
ทุกคนจึงเชื่อเรื่องเล่านี้ ส่วนผู้ที่ไม่เชื่อก็ถูกกำจัดออกไป
กระทั่งเมื่ออักษรถือกำเนิดขึ้น เรื่องเล่าก็แพร่ไปได้กว้างขวางยิ่งกว่าเดิม
เรื่องเล่านี้มีอีกชื่อหนึ่ง เรียกว่า ‘ระเบียบ’
หากจะกล่าวให้เป็นทางการขึ้น ก็คือระบบ ความเชื่อ และวัฒนธรรม
ยิ่งเมื่อสงครามระหว่างเผ่ามนุษย์อุบัติขึ้น ฝ่ายพ่ายแพ้ก็ถูกบังคับให้เชื่อเรื่องเล่าที่ผู้ชนะสร้างขึ้น
ตัวอย่างเช่น ฝ่ายพ่ายแพ้ต้องยอมรับระบบ ความเชื่อ และวัฒนธรรมของฝ่ายชนะ
ต่อมาเมื่อรัฐเกิดขึ้น กษัตริย์ก็เล่าเรื่องหนึ่งให้ทุกคนฟังเช่นกันว่า ทาสเกิดมาต่ำต้อย ขุนนางควรจงรักภักดีต่อกษัตริย์ หากกล้าทรยศก็จะถูกลงโทษ
กษัตริย์ยังเชิญเหล่าบัณฑิตมาช่วยเรียบเรียงทฤษฎีของเรื่องเล่าชุดนี้ให้สมบูรณ์และเป็นระบบยิ่งขึ้น
อารยธรรมในแต่ละถิ่นจึงเริ่มแปรเปลี่ยนอย่างต่อเนื่องจากเรื่องเล่าดั้งเดิมของตน ตามความเปลี่ยนแปลงของพลังการผลิตและจำนวนประชากร ก่อเกิดเป็นวัฒนธรรมและขนบธรรมเนียม ก่อนวิวัฒน์เป็นแคว้นและจักรวรรดิที่แตกต่างกัน
และด้วยยึดถือเรื่องเล่าคนละชุด พวกเขาจึงทำสงครามต่อกัน
