“โค่วเฉิง!”
ชายร่างสูงใหญ่กำยำผู้หนึ่งขานรับว่า “ข้าน้อยอยู่นี่!”
“จัดทหารเกราะปู้เหรินสองพันนาย ตามข้าไปแนวหน้า!”
“แม่ทัพเยว่! ห้ามทำเช่นนั้นเด็ดขาด!” จางเจี๋ยฟูกับเซวียปี้ต่างตกตะลึงยิ่ง
ในยามคับขันเช่นนี้ แม่ทัพจะไปแนวหน้าด้วยตนเองได้อย่างไร?
หากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นจะทำเช่นไร?
ในประวัติศาสตร์ เยว่เฟยเคยออกรบแนวหน้าด้วยตนเองหรือไม่?
ย่อมเคย และยังเป็นศึกเหยียนเฉิงอันนองเลือดอีกด้วย
ศึกเหยียนเฉิง จินอูจู๋ยกทัพใหญ่หนึ่งแสนนายมาด้วยตนเอง มีกองม้ากว่ายจื่อหนึ่งหมื่นห้าพันนาย และกองทหารม้าเหล็กฝูถูห้าพันนาย กำลังพลแข็งแกร่งกว่ากองทัพของจงหานในยามนี้เสียอีก
ศึกครั้งนั้นเป็นศึกชี้ชะตาว่าราชวงศ์ซ่งใต้จะอยู่รอดหรือไม่
เยว่เฟยในประวัติศาสตร์จึงออกรบด้วยตนเอง
แล้วศึกภูเขาเฟิงหลงในยามนี้เล่า จะมิใช่ศึกที่เปลี่ยนชะตาระหว่างซ่งกับจินหรอกหรือ?
การสู้รบอย่างดุเดือดจะมัวคำนึงถึงว่าทำได้หรือไม่ได้ไปไย?
แม่ทัพผู้คู่ควรกับตำแหน่ง ย่อมต้องหาทุกวิถีทางเพื่อคว้าชัยชนะในสงคราม!
เยว่เฟยไม่สนใจคำคัดค้านของเซวียปี้ จ่งชานจวิน โค่วเฉิงเริ่มจัดกำลังพลอย่างรวดเร็ว
เสียงเข่นฆ่าอันดุเดือดดังมาจากเบื้องหน้า เสียงกลองศึกสนั่นราวฟ้าร้อง
ธงทัพโบกสะบัดอยู่หน้ากองทัพที่ตั้งแถวอย่างเงียบสงัด ทหารทั้งหลายเคลื่อนมารวมพลอย่างรวดเร็วตามสัญญาณธง
เหล่าทหารมีสีหน้าแน่วแน่ ต่างเข้าแถวอย่างเงียบงัน
ยามนี้ ทหารเกราะปู้เหรินแห่งกองหน้าทัพซ่งที่สิ้นชีพมีมากกว่าห้าร้อยนายแล้ว ศพกองพูนขึ้นเป็นเนินเล็ก ๆ
หนิวเกาสวมเกราะศึก นำคนของตนเข้ารบด้วยตัวเอง สังหารจนร่างชุ่มเลือดไปทั้งกาย
