หงฉู่เป็นเพียงรองเสนาบดีฝ่ายทัดทานซ้าย ต่อให้ติดสินบนเขาแล้วจะช่วยบุตรชายของตนได้หรือ?
ฟังดูไม่สมเหตุสมผลเลย
เว้นเสียแต่ว่าเบื้องหลังเรื่องนี้...
จ้าวหนิงไม่ได้ซักถามต่อ เกาชิวเองก็รู้กาลเทศะ จึงไม่เอ่ยต่อเช่นกัน
ถึงอย่างไรผู้ที่เกี่ยวข้องก็เป็นองค์รัชทายาท
ส่วนองค์รัชทายาทจ้าวเฉิน ซึ่งมีพระชนมายุเพียง 13 ชันษา จะรู้เรื่องการลักลอบค้าขายได้อย่างไร?
แค่คิดก็รู้แล้วว่าเป็นพวกคนในวังที่อยู่สุขสบายไม่ต้องทำงาน อาศัยนามขององค์รัชทายาทจัดหาเนื้อแกะมากิน
เมื่อฝ่ายในมีความต้องการ ย่อมมีพวกฉวยโอกาสทางการเมืองคอยเอาใจ
บางเรื่องหากขุดคุ้ยลึกลงไป ก็อาจกลายเป็น “กบฏอู่กู่” อีกครั้ง
“จิงเชา”
“กระหม่อมอยู่พ่ะย่ะค่ะ”
“ไปพาตัวขันทีที่ชื่อหลี่จิ่งมา”
“พ่ะย่ะค่ะ”
ณ ตำหนักบูรพาขององค์รัชทายาท จ้าวเฉินกำลังอ่านตำรา
“องค์รัชทายาท กระหม่อมสั่งให้คนจัดเตรียมสำรับเนื้อแกะ ส่งไปถวายฮองเฮาแล้วพ่ะย่ะค่ะ ส่วนไทเฮาก็ส่งไปให้ส่วนหนึ่งเช่นกัน”
(ในราชวงศ์ซ่ง คำว่า ‘เซิ่งเหริน’ ใช้เรียกฮองเฮา ส่วน ‘เหนียงเหนียง’ ใช้เรียกไทเฮา และอาจใช้เรียกฮองเฮาได้เช่นกัน)
จ้าวเฉินวางตำราลงแล้วตรัสว่า “เจ้าให้พวกเขาบอกหรือไม่ว่า ช่วงนี้ข้ากำลังตั้งใจศึกษา จึงยังไม่มีเวลาส่วนตัวไปเข้าเฝ้าถวายความเคารพ”
“กระหม่อมกำชับไว้แล้วพ่ะย่ะค่ะ ฮองเฮากับไทเฮาย่อมเข้าใจในความกตัญญูขององค์รัชทายาท”
“จริงสิ ช่วงนี้ยังซื้อแกะมาอีกจำนวนมาก คนในวังคงได้กินเนื้อแกะกันถ้วนหน้า”
จ้าวเฉินแย้มยิ้ม “เจ้านี่มีความสามารถจริง ๆ ถึงหาแกะมาได้ ข้าสงสัยอยู่พอดี ก่อนหน้านี้ได้ยินอาจารย์กล่าวว่า หลายปีมานี้สงครามทำให้จำนวนแกะลดลง เจ้าไปซื้อแกะมากมายเช่นนี้มาจากที่ใด?”
