ฟ่านจื้อซวีได้ยินจ้าวกวนเจียกล่าวเช่นนี้ ก็รู้ทันทีว่าเขาหมายถึงเรื่องที่สำนักตรวจการทหารป้าโจวยื่นฎีกากล่าวโทษเยว่อวิ๋น
ฟ่านจื้อซวีมีสีหน้าเรียบเฉย เอ่ยว่า “ย่อมต้องสังหาร นั่นคือศัตรู”
จ้าวหนิงหัวเราะแห้ง ๆ สองครั้ง มิได้กล่าวสิ่งใดอีก
“ฝ่าบาท จะเปลี่ยนไปใช้หน้าไม้ยิง เพื่อประหยัดกระสุนปืนใหญ่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” ซุนฝู่กล่าว
จ้าวหนิงกล่าวว่า “หากในบ้านเจ้ามีแม่น้ำฉางเจียงอยู่สายหนึ่ง ทุกวันเจ้าดื่มน้ำแปดชาม แต่มีคนกังวลว่าเจ้าจะดื่มน้ำในแม่น้ำฉางเจียงจนแห้งขอด จึงมาขอให้เจ้าดื่มน้ำวันละชามเดียว เจ้าจะตอบคำขอของคนผู้นั้นอย่างไร”
ซุนฝู่เกาศีรษะ แล้วนิ่งเงียบไป
“จินอูจู๋คิดหรือว่า เพียงส่งทหารเกณฑ์มาบ้าง ก็จะทำให้ดินปืนของเราหมดไปได้”
กาลเวลาผ่านไปทีละน้อย หลังถูกโจมตีอย่างโหดเหี้ยมมานับครั้งไม่ถ้วน ซากศพทหารเกณฑ์ก็เกลื่อนกลางสนามรบ
ยามเที่ยง ทหารกองทัพจินหยุดกินอาหารอยู่กับที่
น่าแปลกที่ทหารกองทัพจินเหล่านี้มีเนื้อแห้งกินด้วย ในสมัยโบราณนับว่าไม่ค่อยพบเห็นนัก
เรื่องนี้เพียงพอจะพิสูจน์ว่า เพื่อชัยชนะครั้งนี้ จินอูจู๋ทุ่มเททุกสิ่งอย่างแล้ว
อาหารกลางวันของจินอูจู๋เองยิ่งเลิศรส เขายังพาพ่อครัวมาเป็นการเฉพาะ เพื่อปรุงอาหารเลื่องชื่อแห่งดินแดนเยียนให้ตน
“รายงานพ่ะย่ะค่ะ องค์ชาย ตั้งแต่เช้าจนถึงยามนี้ผ่านไปสองชั่วยามแล้ว ปืนใหญ่ของกองทัพซ่งหยุดยิงแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“หยุดยิงเพราะดินปืนหมด หรือคนพวกนั้นไม่บุกแล้ว” อูจู๋ดื่มน้ำแกงเนื้อแกะดังซู้ด ๆ แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อการซักถาม
