“รายงาน! กองกำลังจากซั่วโจวเริ่มเคลื่อนทัพขึ้นเหนือแล้ว”
หน่วยสอดแนมแจ้งข่าวนี้แก่ว่านเหยียนซาหลีกั่ว
“กำลังพลจากหวนโจวเล่า?”
“หวนโจวยังตรึงกำลัง ไม่เคลื่อนไหวพ่ะย่ะค่ะ”
“ดี! คุมหวนโจวไว้ให้มั่น คอยดูว่ากองทัพซ่งสายนี้จะถอยกลับไปอย่างไร!” ว่านเหยียนซาหลีกั่วกล่าว “ครานี้ข้าจะตีขยี้กองทัพซ่งสายนี้ให้สิ้นสภาพที่นี่! จากนั้นค่อยยกทัพลงใต้ ตีด่านเยี่ยนเหมินให้แตก ยึดไต้โจวกลับคืน!”
ซั่วโจวตั้งอยู่ห่างจากด่านเยี่ยนเหมินไปทางตะวันตกเฉียงเหนือราว 100 ลี้ ส่วนหวนโจวอยู่ใกล้กว่า มีระยะห่างเพียง 50 ลี้
อู๋เจี้ยยกทัพออกจากด่านในยามค่ำคืนครานี้ ย่อมไม่คิดเสียเวลาอยู่ที่ซั่วโจวหรือหวนโจวเป็นแน่
เพราะซั่วโจวและหวนโจวไม่ได้มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์มากนัก
ทุกครั้งที่ว่านเหยียนซาหลีกั่วนึกถึงเรื่องที่ตนถูกอู๋เจี้ยผู้นั้นปั่นหัวจนหัวหมุนที่ไต้โจวในอดีต ก็พลันเดือดดาลขึ้นมา
“เมื่อยึดไต้โจวกลับคืนได้ ข้าจะบุกไปถึงไท่หยวนในคราเดียว ให้มันคุกเข่าร้องไห้ต่อหน้าข้า! ไอ้เด็กอู๋เจี้ย รอความตายเสียเถิด!”
ยามนี้ ภายในกระโจมค่ายทหารซ่ง
อู๋เจี้ยจามออกมาครั้งหนึ่ง ก่อนเอ่ยว่า “เข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงแล้ว ดูท่าข้าคงต้องสวมเสื้อผ้าเพิ่มอีกสักหน่อย”
“รายงานท่านแม่ทัพอู๋ กำลังพลจากซั่วโจวของกองทัพจินกำลังมุ่งหน้ามาทางเรา มีประมาณสามพันนาย”
“สามพันคนหรือ?” อู๋เจี้ยครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วถาม “แล้วหวนโจวเล่า?”
“ยังสืบไม่พบความเคลื่อนไหวของหวนโจวขอรับ”
“ดูท่าแม่ทัพชาวจินคิดจะให้หวนโจวปิดทางกลับของเราเสียแล้ว” อู๋เจี้ยกล่าวพลางยิ้ม “แม่ทัพกองทัพจินสายนี้เป็นใคร สืบได้ชัดเจนหรือไม่?”
“ดูเหมือนจะชื่อว่านเหยียนซาหลีกั่วขอรับ”
“เป็นเขาอีกแล้ว!”
