“ท่านแม่ทัพ กองทัพซ่งอยู่ห่างไปเบื้องหน้า 4 ลี้แล้ว!”
หน่วยสอดแนมชาวซีเซี่ยคนหนึ่งควบม้ามารายงานสถานการณ์ล่าสุดหวั่งลี่ซู่เกอ
“คูเพลาะของกองทัพซ่งขุดไปถึงไหนแล้ว?”
“ยังขุดอยู่ขอรับ เตรียมขุดเส้นที่สอง”
“เส้นที่สองขุดไปไกลเท่าใดแล้ว?”
“เพิ่งเริ่มขุดขอรับ!”
หวั่งลี่ซู่เกอกล่าวว่า “ห้ามปล่อยให้กองทัพซ่งขุดคูเพลาะเส้นที่สองสำเร็จเด็ดขาด มิฉะนั้นทหารม้าจะผ่านไปไม่ได้! ทั้งกองทัพเร่งฝีเท้า!”
อย่าว่าแต่ทหารม้าเลย แม้แต่ทหารราบก็ผ่านไปไม่ได้เช่นกัน
คูเพลาะสายหนึ่งลึกเกือบ 2 เมตร คนเพียงคนเดียวย่อมข้ามไปได้
ทว่ากองทัพกับคนคนเดียวนั้นเป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง
หลักการนี้ไม่ต่างจากเหตุผลที่ราชวงศ์แห่งจงหยวนต้องสร้างกำแพงเมืองจีน
แต่แรกเริ่มกำแพงเมืองจีนมีไว้เพื่อการทหารเท่านั้น การค้าขายเพิ่งขยายตามมาในภายหลัง
หลายคนสงสัยว่ากำแพงเมืองจีนจะขวางทหารม้าเหล็กของพวกเถื่อนได้จริงหรือ?
ในบางช่วง ต่อให้ปีนข้ามไปอย่างช้าๆ ก็ยังได้มิใช่หรือ?
สิ่งนี้ทำให้ต้นทุนด้านเวลาเพิ่มสูงขึ้น
เมื่อกองทัพทั้งสองเริ่มเคลื่อนไหว เวลาเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
ตัวอย่างเช่น เมื่อทหารม้าเถื่อนมาถึงแล้วพบกำแพงดินอัดสูง 2 เมตร พวกเขาคิดจะใช้ศาสตราค่อยๆ สกัดกำแพงออกทีละน้อย
ระหว่างที่พวกเขากำลังสกัดอยู่นั้น ทหารลาดตระเวนก็อาจพบเข้า จากนั้นควันสัญญาณก็จะลอยขึ้น เมื่อพวกเขาสกัดจนใกล้เสร็จ ก็ยังต้องทยอยเข้าไปทีละคน ครั้นเข้าไปแล้ว ทหารของราชวงศ์แห่งจงหยวนอาจรออยู่ด้านหลัง พร้อมธนูในมือแล้วก็เป็นได้
เข้ามากี่คนก็ตายกี่คน
เช่นเดียวกัน คูเพลาะนี้ก็เป็นอุปสรรคต่อทหารราบในทำนองเดียวกัน
