นอกจากจะมอบหมายให้จ้าวติ่งกำกับการจัดเก็บภาษีของปีก่อนแล้ว จ้าวหนิงยังสั่งให้จางซูเย่ส่งสายลับข้ามแม่น้ำหวงเหอไปสืบข่าวด้วย
อย่างไรเสีย กองทัพจินเพิ่งถอนกำลังไปได้ไม่กี่วัน ไม่มีผู้ใดรู้ว่าบัดนี้พวกมันอยู่แห่งใด ถอนกำลังไปยังแถบเมืองไคเต๋อเพื่อรบต่อ หรือถอยกลับขึ้นเหนือไปแล้วกันแน่
ระหว่างที่กำลังสืบข่าว แนวป้องกันของเมืองหลวงก็หาได้อยู่นิ่งเฉยไม่
หลายวันก่อน เฉินกุยได้มุ่งหน้าไปยังแม่น้ำหวงเหอ ตั้งค่ายที่นั่น พร้อมจัดระดมทหารและราษฎรสร้างป้อมเฝ้าระวังกับค่ายป้องกัน
ช่วงสองวันนี้ จางซูเย่ก็ไปตรวจตราแนวป้องกันริมแม่น้ำหวงเหอด้วยตนเองเช่นกัน
วันหนึ่ง หลังเยว่เฟยข้ามแม่น้ำหวงเหอมา เขาก็ถูกสกัดไว้ทันที
แรกทีเดียวเขาถูกนำตัวไปพบเฉินกุย
“ข้าคือเยว่เฟย ตำแหน่งซิวอู่หลาง สังกัดใต้บัญชาการของจงเจ๋อ แม่ทัพใหญ่แห่งกองกำลังอาสาเหอเป่ยและรองแม่ทัพใหญ่ ข้ารับบัญชาจากรองแม่ทัพใหญ่จง ให้มุ่งหน้าไปยังเมืองหลวงเพื่อกราบทูลสถานการณ์ทางทหารในเหอเป่ยต่อฝ่าบาท”
เฉินกุยกับจางซูเย่มองหน้ากัน
จางซูเย่รู้ว่าจงเจ๋อเป็นแม่ทัพใหญ่แห่งกองกำลังอาสาเหอเป่ย แต่จงเจ๋อได้เป็นรองแม่ทัพใหญ่ตั้งแต่เมื่อใดกัน?
“หนังสือฉบับนี้ถวายฝ่าบาทหรือ?”
เยว่เฟยตอบว่า “ใช่แล้ว รองแม่ทัพใหญ่จงเขียนด้วยตนเอง”
บนหนังสือมีตราประจำตำแหน่งของจงเจ๋อ ประทับระบุว่าแม่ทัพใหญ่แห่งกองกำลังอาสาเหอเป่ย
“แล้วสถานการณ์ทางทหารในเหอเป่ยเป็นอย่างไรบ้าง?”
เยว่เฟยลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เฉินกุยที่ยืนอยู่ข้าง ๆ จึงกล่าวว่า “ท่านผู้นี้คือจางซูเย่ เสนาบดีปิงปู้และข้าหลวงสำนักกิจการทหารและการปกครอง”
เยว่เฟยไม่รู้จักจางซูเย่ แต่ได้ยินทั้งตำแหน่งและยศแล้วก็รู้ว่าเป็นขุนนางใหญ่ จึงกล่าวว่า “เรียนท่านจาง กองทัพจินส่งกองกำลังจู่โจมไปทางตะวันออก กำลังล้อมมหาแม่ทัพที่อยู่ในต้าหมิงฝู่ ส่วนกองทัพหลักอีกสายหนึ่งถอยขึ้นเหนือไปแล้ว”
