เมื่อจ้าวกวนเจียตรัสเช่นนี้ เหล่าขุนนางต่างตกตะลึง
หลูโส่วอี้รีบกล่าวว่า “ฝ่าบาท จะทรงทำเช่นนี้มิได้พ่ะย่ะค่ะ การสังหารขุนนางโดยไร้เหตุผลย่อมก่อให้เกิด...”
“หุบปาก! วันนี้เราจะไต่ถามทีละคน เจ้าซึ่งเป็นข้าหลวงตรวจการขนส่งแห่งเหอเป่ยตะวันตกก็ยากจะปัดความรับผิดชอบพ้น!”
ระหว่างที่ตรัส ทหารองครักษ์ก็เดินเข้าไปปลดหมวกขุนนางของจางจวีเสียน แล้วลากเขาไปไว้อีกด้านหนึ่ง
จางจวีเสียนตื่นตระหนกกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกะทันหันจนทำอะไรไม่ถูก เขาตะโกนเสียงดังว่า “ฝ่าบาทโปรดไว้ชีวิต! ฝ่าบาท...”
ทหารองครักษ์ชักดาบออกมา รวบเส้นผมของเขาขึ้น
จางจวีเสียนรู้สึกเย็นวาบที่ลำคอ ตกใจจนมึนงงไปหมด เขาร้องโวยวายว่า “ฝ่าบาท! เป็นท่านข้าหลวงหลูที่สั่งให้กระหม่อมทำเช่นนี้! ฝ่าบาท กระหม่อมมีเรื่องจะกราบทูล!”
จ้าวหนิงกลับมิได้สั่งให้หยุด
เห็นเพียงทหารองครักษ์ร่างกำยำฟันดาบลงอย่างแรง เสียงทึบดังขึ้นครั้งหนึ่ง ศีรษะของจางจวีเสียนหมุนคว้างกลางอากาศหลายตลบ ก่อนกลิ้งลงพื้นท่ามกลางเลือดที่สาดกระเซ็น ใบหน้าหันมาทางนี้
ดวงตายังคงเบิกกว้าง ราวกับกำลังรอหลูโส่วอี้และคนอื่น ๆ
ชั่วพริบตาเดียว ทุกคนรู้สึกเย็นวาบไปถึงฝ่าเท้า
เมื่อเห็นจางจวีเสียนถูกฟันศีรษะ หลูโส่วอี้ทั้งหวาดกลัวทั้งโล่งใจ
สีหน้าเขาเปลี่ยนไปทันที กล่าวขึ้นว่า “ฝ่าบาททรงพระปรีชายิ่ง คนชั่วผู้นี้ฉ้อราษฎร์บังหลวง ฝ่าฝืนกฎหมาย สมควรได้รับโทษอย่างยิ่ง!”
จางมู่ ผู้ตรวจการกรมตรวจการคดีอาญาที่อยู่ด้านข้างก็เปลี่ยนสีหน้าเช่นกัน เขารีบกล่าวว่า “กระหม่อมทั้งหลายมีความผิด ถึงกับไม่ล่วงรู้ว่าจางจวีเสียนเป็นคนเช่นนี้!”
“กล่าวได้ดี เจ้ามีความผิดจริง” จ้าวหนิงแย้มยิ้ม มองจางมู่ “เจ้าว่าเราควรลงโทษเจ้าซึ่งเป็นผู้ตรวจการกรมตรวจการคดีอาญาแห่งเหอเป่ยตะวันตกอย่างไร?”
“ฝ่าบาท กระหม่อม...กระหม่อม...” เดิมทีจางมู่เพียงกล่าวตามมารยาท ใครจะรู้ว่าจ้าวกวนเจียเอาจริงขึ้นมา “กระหม่อม...”
