จ้าวหนิงถามว่า “สถานการณ์ที่ลั่วจิงซึ่งให้เจ้าจับตาดูเป็นอย่างไรบ้าง?”
“กระหม่อมกำลังจะกราบทูลเรื่องนี้พอดีพ่ะย่ะค่ะ” เกาชิวนำเอกสารบันทึกทั้งหมดของสำนักองครักษ์หลวงขึ้นถวาย ล้วนเป็นบันทึกต้นฉบับทั้งสิ้น
นอกจากนี้ยังมีรายงานสรุปอีกฉบับหนึ่ง
จ้าวหนิงอ่านอย่างรวดเร็ว ก่อนถามว่า “เกาชิว รายงานฉบับนี้มีปัญหาหรือไม่?”
“กระหม่อมโง่เขลา ไม่เข้าใจความหมายของฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ”
“เจ้ากำลังจะบอกเราว่า ขุนนางในลั่วจิงมากกว่าครึ่ง ล้วนเห็นอกเห็นใจขุนนางลั่วหยางที่พัวพันคดีเงินบรรเทาทุกข์อย่างนั้นหรือ?”
“มิใช่เพียงครึ่งหนึ่งพ่ะย่ะค่ะ อีกทั้งพวกเขามิได้เพียงคัดค้านวิธีจัดการคดีเงินบรรเทาทุกข์ของราชสำนัก หากยังวิพากษ์วิจารณ์นโยบายใหม่และโจมตีสำนักศึกษาใหม่อยู่บ่อยครั้ง”
“อ้อ พวกเขาพูดว่าอย่างไร?”
เกาชิวลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า “พวกเขาโจมตีนโยบายใหม่ว่าเป็นนโยบายชั่วร้าย ทำให้ราษฎรยากแค้น ส่วนสำนักศึกษาใหม่ก็ถูกกล่าวหาว่าเป็นวิชาปลอม เป็นศาสตร์วิปริต บิดเบือนหลักจริยธรรมพ่ะย่ะค่ะ”
“เจ้าต้องบอกชื่อคนที่กล่าวเช่นนั้นมาบ้าง มิฉะนั้นเราจะเชื่อเจ้าได้อย่างไร?”
“อย่างเช่น ฟู่ติ้งฟาง อดีตขุนนางตรวจทานหนังสือแห่งมี่ชูเสิ่ง เมื่อเดือนสามปีนี้ เขาไปบรรยายที่สำนักศึกษาซงหยางต่อหน้านักศึกษาจำนวนมาก โดยกล่าวว่านโยบายใหม่ในหวยซีทำให้ราษฎรผู้บริสุทธิ์ต้องตายอย่างนับไม่ถ้วน ทั้งยังชี้ตรงไปที่มหาวิทยาลัยตงจิงและสำนักศึกษาอื่น ๆ ว่ามีคนพาลแฝงตัวอยู่มากมาย ทำให้ราชกิจแผ่นดินปั่นป่วนและจิตใจผู้คนไม่มั่นคงพ่ะย่ะค่ะ”
“ฟ่านอวี้ ผู้ตรวจการกิจการศึกษาแห่งเหอหนานฝู่คนปัจจุบัน ก็เคยโจมตีนโยบายใหม่ที่สำนักศึกษาซงหยางเช่นกัน พวกเขามีอิทธิพลไม่น้อยในหมู่นักปราชญ์แห่งซีจิง ส่วนฟู่ติ้งฟางผู้นั้นยิ่ง...”
