“ได้ยินว่าหลินอี้เฟยกับฉินเซี่ยงกงเป็นญาติกันหรือ?” จ้าวหนิงแสร้งถามทั้งที่รู้อยู่แก่ใจ
“ได้ยินว่าเป็นบุตรนอกสมรส” เกาชิวทำหน้าซุบซิบ “เพราะฮูหยินฉินวางอำนาจ ฉินเซี่ยงกงจึงไม่กล้ายอมรับ”
จ้าวหนิงกล่าวว่า “เช่นนั้นหลินอี้เฟยไปจวนฉินก็สมเหตุสมผล มีปัญหาอันใดหรือ?”
“ฝ่าบาท หลินอี้เฟยมิได้ไปเยี่ยมจางซือจวินเป็นการส่วนตัวเพียงครั้งสองครั้ง ตามคำบอกเล่าของแม่เล้าแห่งหอฝานโหลว ก่อนหน้านี้ทั้งสองมีความสัมพันธ์ไม่ธรรมดา หลางจงหลินไปหาจางซือจวินอยู่เนือง ๆ ไม่รู้ว่าทั้งคู่พลอดรักแนบชิดกันกี่ค่ำคืน ความลับที่มิอาจเปิดเผยย่อมมีอยู่บนหมอนเป็นแน่”
จ้าวหนิงยังคงแสร้งทำเป็นไม่รู้อะไร แล้วถามว่า “เช่นนั้นเจ้าลองบอกมาสิว่า หลินอี้เฟยไปจวนฉินด้วยเหตุใด?”
“ย่อมเป็นเรื่องการเจรจาสงบศึกระหว่างซ่งกับจิน ทูตแคว้นจินเพิ่งกลับไป ทูตจินย่อมติดต่อกับหลินอี้เฟยไว้แล้ว ไม่แน่ว่าลอบตกลงผลประโยชน์กันเรียบร้อย”
“เจ้าหมายความว่าหลินอี้เฟยลอบสมคบกับชาวจินหรือ?”
“มีความเป็นไปได้สูงพ่ะย่ะค่ะ”
“แต่เจ้าไม่มีหลักฐานแม้แต่น้อย ส่วนหลี่หุยก็ยังขุดคุ้ยเบาะแสอันมีค่าไม่ได้” จ้าวหนิงแสดงสีหน้าผิดหวัง
“เดิมทีหลี่หุยประจำอยู่ชายแดน บัดนี้ไม่มีแรงงานเกณฑ์แล้ว เขาย่อมเกี่ยวข้องกับสายลับชาวจิน แดนตะวันตกเฉียงเหนืออยู่ห่างจากแคว้นจินนัก สายลับชาวจินไม่มีทางแทรกซึมเข้าไปได้ เช่นนั้นย่อมต้องมีคนบางกลุ่มในเมืองหลวงส่งข่าวไปให้”
จ้าวหนิงเงียบไป คราวนี้เกาชิวพูดถูกจุดแล้ว
ขุนนางอย่างหลี่หุยที่ถูกเนรเทศไปประจำชายแดน ควรทำงานใช้แรงงานอย่างสงบเสงี่ยม เหตุใดจู่ ๆ จึงกลายเป็นเสมียนได้?
