หลังอ่านพระราชสาส์นของหลี่เฉียนซุ่นแล้ว จ้าวหนิงก็รู้สึกว่าเรื่องนี้ชักน่าสนใจขึ้นทุกที
การกระทำของหลี่เฉียนซุ่นล้วนยืนยันข้อสันนิษฐานของเขาอยู่ข้อหนึ่ง นั่นคือความหวาดระแวง!
เมื่อเห็นว่าภายในต้าซ่งมีปัญหามากมาย หลี่เฉียนซุ่นก็คิดฉวยโอกาสเข้ามาแบ่งผลประโยชน์
แต่พอเห็นจ้าวกวนเจียทุ่มเดิมพันหมดหน้าตัก หลี่เฉียนซุ่นก็พลันหันมารักสันติขึ้นมาทันที ทั้งยังไม่เอ่ยถึงเรื่องกบฏในกองทัพฮุ่ยโจวอีก
แม้พระราชสาส์นขอขมาจะวางอยู่ตรงหน้า แต่อย่าหวังว่าชาวซีเซี่ยจะเลิกรุกรานจริง ๆ
ชาวซีเซี่ยเจ้าเล่ห์เพทุบายยิ่งนัก เรื่องเช่นนี้มิใช่เพิ่งเกิดขึ้นครั้งสองครั้ง
ยกตัวอย่างหลี่จี้เฉียน ผู้นั้นก่อกบฏแล้วก็ยอมจำนนซ้ำแล้วซ้ำเล่า แสดงกลอุบาย “ข้ายอมจำนนแล้ว ข้าก็ก่อกบฏอีกแล้ว ข้ายอมจำนนอีกแล้ว ข้าก็ก่อกบฏอีกแล้ว” อยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือ
ครั้งนั้นเขาปั่นหัวเหล่าขุนนางและฮ่องเต้แห่งราชวงศ์ซ่งจนวุ่นวายไปหมด
พวกเขาสามารถถือมีดฟันเจ้าไปพลาง แล้วกล่าวกับเจ้าอย่างจริงใจไปพลางว่า “ข้ายอมจำนนแล้ว แต่เจ้าฟันข้าอีกสักสองสามทีเถิด!”
เพราะฉะนั้น คำกล่าวเพียงประโยคเดียวของชาวซีเซี่ยก็เชื่อถือไม่ได้
แล้วจากนี้จะทำอย่างไร?
แน่นอนว่าต้องรับจดหมายขอขมาของหลี่เฉียนซุ่นไว้ พร้อมกับเพิ่มกำลังทหารต่อไป
เช่นนี้ย่อมไม่มีปัญหาใช่หรือไม่?
วันที่หนึ่งเดือนห้า นอกจากจ้าวหนิงจะตอบหลี่เฉียนซุ่นอย่างสุภาพว่า “ว่าด้วยการแสวงหาอนาคตแห่งสันติสุข เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนทั้งสองแคว้น” แล้ว ยังส่งจดหมายถึงจางจวิ้นและหลิวฉีคนละฉบับด้วย ใจความว่า เพิ่มกำลังทหารให้เรา หากจำเป็นก็สังหารชาวซีเซี่ยให้สิ้น!
ยามเย็นวันที่หนึ่งเดือนห้า หลิวซีเดินทางมาถึงเมืองอิ๋นโจว
บรรดาขุนพลและชานอี้ของกองทัพซ่งต่างอยู่กันพร้อมหน้า ณ จวนแม่ทัพ
