หลังหมวกขุนนางของตู้ชงถูกถอดออก เขายังคงดิ้นรนอย่างรุนแรง
ผู้คนที่มาจากจื้อฝู่ของหลี่กัง (ที่ว่าการจื้อจื้อซือ (ที่ว่าการข้าหลวงทหาร))ต่างยืนดูอยู่ด้านข้าง บนใบหน้าของพวกเขามีทั้งความตื่นตะลึงและความยินดี
ตู้ชงไม่ยอมคุกเข่า เขาตะโกนเสียงดังว่า “ข้าต้องการเข้าเฝ้าฝ่าบาท! พวกเจ้าไม่มีสิทธิ์สังหารข้า! ข้าต้องการเข้าเฝ้าฝ่าบาท...”
ปันจื๋อคนหนึ่งที่อยู่ด้านหลังเตะเข้าที่ขาด้านหลังของตู้ชง เขาจึงทรุดลงคุกเข่ากับพื้น
คนใกล้ตายย่อมดิ้นรนด้วยเรี่ยวแรงมหาศาล
ปันจื๋อสองคนเข้าควบคุมตัวตู้ชงไว้โดยบังคับ
หลี่ฟู่ชกเข้าที่ใบหน้าของตู้ชงอย่างจัง จนเขามึนงงไปหมด
คนข้างกายชักดาบออกมา ส่วนอีกคนอ่านหลักฐานความผิดของตู้ชง ครั้นจบแล้วจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นกังวานว่า “ประหารทันที!”
สิ้นเสียง ดาบยาวก็ฟาดลงอย่างรวดเร็ว
เสียงฉับดังขึ้น ศีรษะอ้วนใหญ่ของตู้ชงหมุนคว้างกลางอากาศ ก่อนกลิ้งตกลงบนพื้น
โลหิตจำนวนมากพุ่งทะลักออกจากลำคอ ย้อมพื้นหินเขียวให้กลายเป็นสีแดงฉาน
ดวงตาของตู้ชงยังเบิกกว้าง ปากอ้าค้าง สีหน้าบิดเบี้ยวน่าสยดสยอง
ปันจื๋อยกศีรษะของเขาขึ้น เตรียมมุ่งหน้าไปยังประตูเมือง
ไม่นาน ข่าวตู้ชงถูกตัดศีรษะก็แพร่ไปทั่วชางโจว เริ่มจากมีประกาศติดลงในข่าวสารราชสำนัก จากนั้นศีรษะของเขาก็ถูกแขวนไว้บนกำแพงเมืองเพื่อประจาน
เมื่อข่าวแพร่มาถึงจื้อฝู่ หลี่กังได้ยินว่าตู้ชงถูกตัดศีรษะก็ประหลาดใจเล็กน้อย ก่อนกล่าวกับคนอื่นว่า “ฝ่าบาททรงช่วยข้าขจัดปัญหาไปได้เรื่องหนึ่ง”
แม้หลี่กังจะเป็นจื้อจื้อสื่อ (ข้าหลวงทหาร) แต่แท้จริงแล้วเขาไม่มีอำนาจสังหารจือฝู่ชางโจว
หากเขาลงมือสังหารจริง ในราชสำนักย่อมมีผู้คนจำนวนมากยื่นฎีกากล่าวโทษเขา แม้แต่สำนักตรวจการและผู้ตรวจการจากหัวเมืองต่าง ๆ ก็ไม่มีทางปล่อยเขาไป
