“โอ้?” จ้าวหนิงถาม “มีผู้ใดคิดจะให้ราชสำนักคืนเหลียวตงแก่แคว้นจิน?”
ฉินฮุ่ยกล่าวว่า “อวี๋ต้าจวิน จั่วซือเจี้ยนแห่งสำนักเหมินเซี่ย เคยยื่นฎีกากล่าวถึงเรื่องนี้พ่ะย่ะค่ะ”
“เขามีเหตุผลอันใดจึงกล่าวเรื่องนี้?”
“อวี๋ต้าจวินเห็นว่า ราชสำนักทำศึกมาหลายสิบปี ราษฎรยากจนแร้นแค้น แผ่นดินขัดสน บัดนี้เมื่อเกิดเรื่องขึ้นที่เหลียวตง ย่อมหมายความว่าซ่งกับจินจะเปิดศึกกันอย่างเต็มรูปแบบ สถานการณ์สงบสุขที่กว่าจะได้มาก็แสนยากจะต้องสูญเปล่า” ฉินฮุ่ยกล่าวอย่างระมัดระวัง “เขาจึงเสนอให้คืนเหลียวตง เพื่อระงับเหตุและรักษาสันติภาพระหว่างสองแคว้นที่ได้มาอย่างยากลำบากพ่ะย่ะค่ะ”
จ้าวหนิงรู้สึกดูแคลนอยู่ในใจ
อวี๋ต้าจวินหรือ?
ก็พวกขุนนางฝ่ายยอมจำนนตัวฉกาจในคราวกบฏจิ้งคังตามประวัติศาสตร์มิใช่หรือ?
เหล่าขุนนางที่อยู่ฝ่ายยกดินแดนชดใช้เงินทอง หลังชาวจินบุกเข้าเมือง ยังช่วยชาวจินกวาดทรัพย์สินเงินทอง ทั้งกระตือรือร้นสนับสนุนจางปังชางให้ขึ้นเป็นจักรพรรดิอีกด้วย
จ้าวหนิงครุ่นคิด พวกสารเลวเหล่านี้ยังไม่ถูกชำระความอีกหรือ ดูท่าพวกมันจะซ่อนตัวในโลกแห่งนี้ได้ดีทีเดียว การกวาดล้างครั้งใหญ่หลายหนก็ยังหลบพ้นมาได้
ยิ่งไปกว่านั้น จ้าวหนิงยังสังเกตได้อย่างเฉียบคมว่า ถ้อยคำของอวี๋ต้าจวินเกรงว่าจะมิใช่ความเห็นส่วนตัวของเขา
เขาถามฉินฮุ่ยด้วยสีหน้าสงบนิ่ง “นอกจากเขาแล้ว ยังมีผู้อื่นคิดเช่นนี้อีกหรือไม่?”
“มีข่าวลืออยู่บ้างพ่ะย่ะค่ะ หลูฟาง จือฝู่แห่งจี่หนาน ก็ยื่นฎีกาเข้ามาเมื่อสามวันก่อน ความเห็นคล้ายคลึงกับอวี๋ต้าจวิน”
