เหล่าทหารยืนนิ่งเงียบอยู่ท่ามกลางสายฝน แต่ละคนเปรียบดั่งทวนคมกริบ สีหน้าแน่วแน่เด็ดเดี่ยว
ขบวนทัพเรียงเป็นแนว ทั้งแนวตั้งและแนวนอนอย่างเป็นระเบียบ
ตำราพิชัยสงครามกล่าวไว้ว่า ฟ้าเอื้อ ดินเป็นใจ ผู้คนสามัคคี
แต่ศัตรูไม่ยอมให้ฟ้าเอื้อ ทั้งยังไม่เปิดโอกาสให้เลือกทำเล จะทำอย่างไรเล่า?
ย่อมเหลือเพียงหนทางเดียว คือความสามัคคีของผู้คน!
“ข้าจำได้ว่าฝ่าบาทเคยตรัสไว้ในสำนักฝึกทหารหลายประโยค ข้าจะถ่ายทอดให้พวกเจ้าฟังคร่าว ๆ!”
หวังกุ้ยกวาดตามองทุกคน
“ศัตรูดุจฝูงพยัคฆ์หมาป่า โลกวุ่นวายดุจพงไพรอันมืดมิด ซึ่งเต็มไปด้วยการเข่นฆ่า”
“หากต้องการมีชีวิตรอด ก็ต้องมีเจตจำนงดุจเหล็กกล้า ละทิ้งความเพ้อฝันทั้งปวง แล้วต่อสู้กับศัตรูจนถึงที่สุด!” เสียงของเขาดังกังวานขึ้น ประหนึ่งสัตว์ร้ายกำลังคำราม “จงเหยียบย่ำหนามแหลม ฉีกเปิดทางโลหิตสายหนึ่ง!”
ชีวิตคนเราก็คือการต่อสู้ มีแต่คนขลาดเท่านั้นที่เอาแต่โทษฟ้าโทษดิน ส่วนผู้แข็งแกร่งล้วนกัดฟันบดขยี้เหล็กกล้า ฝ่าดงหนามไปข้างหน้าอย่างเงียบงัน!
“ต้าซ่งจงเจริญ! ฝ่าบาทจงเจริญ!”
ทหารหนึ่งหมื่นสองพันนายพร้อมใจกันเปล่งเสียงก้องท่ามกลางสายฝนกระหน่ำ
เสียงนั้นดังก้องไปทั่วสารทิศ สัตว์ทั้งหลายรอบข้างตกใจจนพากันหนีเตลิด
ชาวบ้านทางใต้ของแม่น้ำถังเหอพากันเงยหน้า มองไปยังฝั่งตรงข้าม
เงาร่างพร่าเลือนในม่านฝนดูคล้ายกำแพงเหล็กยาวเหยียด
เด็กหนุ่มวัยสิบกว่าขวบคนหนึ่งร้องตะโกนตาม คนอื่น ๆ ซึ่งเดิมมาส่งเสบียงแต่ถูกส่งตัวกลับก็พากันร้องตามด้วย
บางคนถึงกับร่ำไห้ น้ำตาปะปนกับหยาดฝน “ต้องชนะให้ได้นะ! พวกเรารอคอยมาหลายปีแล้ว! ที่นี่คือบ้านเกิดของพวกเรา!”
