ต้นฤดูใบไม้ร่วงในภาคตะวันออกเฉียงใต้ยังคงร้อนระอุจนยากจะทานทน
ไร้ลม อึดอัดอบอ้าว
ชาวนาที่เพิ่งถางหญ้าเสร็จนั่งลงใต้ต้นไม้ หยิบอาหารกลางวันที่เตรียมไว้ตั้งแต่ออกเดินทางแต่เช้าออกมา
อาหารมื้อนี้มิใช่ของแปลกใหม่อันใด เป็นเพียงข้าวหยาบผสมธัญพืชที่พบเห็นได้ทั่วไป
ยังมีรากผักต้มจนเปื่อยอีกเล็กน้อย
สำหรับยุคสมัยนี้ นี่อาจนับเป็นอาหารที่ชาวนากินได้อย่างดีแล้ว
โอวหยางซิวกล่าวไว้ในบทความเรื่อง “ว่าด้วยต้นเหตุแห่งความเสื่อม” ว่า “การเพาะปลูกตลอดปี เพียงพอส่งให้ทางการก็แทบไม่เหลือ ส่วนอาหารของราษฎรมีไม่พอกินถึงหลายเดือนด้วยซ้ำ ยิ่งไปกว่านั้น พอเสร็จสิ้นงานในท้องนา ชาวนาก็ต้องร่อนเอารำและแกลบมากิน หรือไม่ก็เก็บเมล็ดโอ๊ก ตุนรากผักไว้ประทังชีวิตผ่านฤดูหนาวและฤดูใบไม้ผลิ หากเคราะห์ร้ายประสบภัยแล้งหรือน้ำท่วม ต่างก็ล้มตายเป็นผีหิวโหยเรียงราย น่าเวทนายิ่งนัก!”
ความหมายคือ ผลผลิตจากการเพาะปลูกตลอดปีมีพอกินเพียงไม่กี่เดือน พอฤดูเก็บเกี่ยวอันแสนวุ่นวายผ่านพ้น ชาวนาก็ทำได้เพียงนำรำ แกลบ หรือเมล็ดพืชลีบที่ร่อนออกมากิน บ้างก็เก็บเมล็ดโอ๊ก ตุนรากผักไว้ประทังชีวิตผ่านความอดอยากในฤดูหนาวและฤดูใบไม้ผลิ
แถบเจียงหนานมีผืนดินอุดมสมบูรณ์ ทั้งยังมีแหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์ ผลิตข้าวได้ ชาวนาจึงยังพอมีข้าวกิน
ทว่าข้าวที่พวกเขาได้กินก็เป็นข้าวคุณภาพต่ำที่สุดที่คัดออกมา ส่วนข้าวดีล้วนส่งให้เจ้าที่ดิน และถูกเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นนำไปเป็นภาษี
ดังนั้นจึงมีคำกล่าวสืบต่อกันมาจนถึงยุคหลังว่า ชาวนาในสมัยโบราณแทบไม่มีโอกาสได้กินข้าวที่ตนปลูก
ก็เหมือนกับคนบางกลุ่มที่ทำงานในบริษัทใหญ่ ได้ค่าจ้างเดือนละ 3,000 หยวน แต่กลับต้องเจรจาสัญญามูลค่าหลายสิบล้าน
