“ท่านว่าอ๋องเหลียวรวบรวมกำลังทหารตั้งตนเป็นใหญ่ คิดก่อกบฏหรือ?”
“กระหม่อมก็เป็นห่วงฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ”
“หมายความว่า หากเรียกอ๋องเหลียวกลับมา เรื่องก็จะคลี่คลายอย่างนั้นหรือ?”
“อย่างน้อยก็ขจัดเหตุไม่คาดฝันนี้ได้พ่ะย่ะค่ะ”
“แล้วเรื่องแบ่งดินแดนทางทะเลใต้ที่ท่านกล่าวถึงเมื่อครู่เล่า ในเมื่ออ๋องเหลียวคิดก่อกบฏ หากเราแต่งตั้งองค์ชายองค์อื่นไปปกครองทะเลใต้ พวกเขาก็จะก่อกบฏเช่นกันมิใช่หรือ?”
“นี่...”
“ตามความคิดของท่าน ทางที่ดีที่สุดคือไม่ต้องแบ่งดินแดนให้องค์ชายองค์ใดเลย เราควรถอนกำลังทหารในทะเลใต้กลับมาเสีย ส่วนเจียวโจวก็ยกให้ผู้อื่นไปอีก และโครยอก็ปล่อยให้พวกเขายึดครอง เช่นนี้แผ่นดินก็จะสงบสุขใช่หรือไม่?”
ฉินฮุ่ยสัมผัสได้ถึงโทสะในน้ำเสียงของจ้าวกวนเจีย จึงคุกเข่าลงกับพื้นทันที กล่าวอย่างนอบน้อมว่า “ขอฝ่าบาททรงระงับโทสะ กระหม่อมหวาดหวั่นยิ่งนัก กระหม่อมเป็นขุนนาง เพียงกังวลเรื่องบางประการแทนฝ่าบาท อยากช่วยแบ่งเบาพระราชภาระ หากกระหม่อมล่วงเกินพระบารมี ขอฝ่าบาทลงโทษกระหม่อมได้ กระหม่อมไม่มีคำคัดค้านพ่ะย่ะค่ะ”
จ้าวหนิงค่อย ๆ คลายโทสะบนใบหน้า ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงกลับเป็นปกติว่า “ลุกขึ้นเถิด เรารู้มาตลอดว่าท่านภักดีต่อเรา”
แท้จริงแล้ว ปัญหาเหล่านี้ที่ฉินฮุ่ยหยิบยกขึ้นมาล้วนสมเหตุสมผล เป็นสิ่งที่ขุนนางควรทูลต่อฮ่องเต้
หากขุนนางเอาแต่คล้อยตามพระประสงค์ทุกเรื่อง กลับนับว่ามีปัญหา
แต่สิ่งที่ทำให้จ้าวหนิงขุ่นเคืองอย่างแท้จริง คือเจตนาส่วนตัวของฉินฮุ่ยที่นับวันยิ่งหนักหนาขึ้น
