เฉียนอวี้ชิงกับหวังจงหวังมาถึงหน้าประตูวัง ส่วนหม่าเว่ยตงก็มาถึงที่นั่นเช่นกัน
“ท่านอัครเสนาบดีเฉียน ไท่เว่ยหวัง”
หวังจงหวังเดือดดาลจนแทบทนไม่ไหว เขากดเสียงต่ำด่าว่า “ได้ยินว่าเจ้าคิดจะเลิกจ้างทุกคนหรือ?”
หม่าเว่ยตงสะดุ้งโหยง รีบกล่าวว่า “ท่านกล่าวเช่นนี้ได้อย่างไร โรงงานใหญ่โตถึงเพียงนี้ หากเลิกจ้างคนทั้งหมด ข้าคงขาดทุนจนต้องขายเลือดกระมัง การเลิกจ้างย่อมต้องเป็นไปตามความต้องการในการดำเนินกิจการอย่างสมเหตุสมผล”
เมื่อทั้งสามมาถึงโรงทำสบู่แล้ว องครักษ์จากสำนักบูรพาก็เริ่มกันคนออกจากพื้นที่
เฉียนอวี้ชิงกล่าวสุนทรพจน์กินใจ ณ โรงทำสบู่ ครั้นกล่าวจบ เหล่าคนงานที่ไม่พอใจต่างก็ซาบซึ้งจนน้ำตาไหลพราก
พอตกบ่าย เรื่องนี้ก็ค่อย ๆ สงบลง
เฉียนอวี้ชิงยังให้คำมั่นว่าจะไม่เลิกจ้างผู้ใดตามอำเภอใจ
แท้จริงแล้ว เรื่องนี้จะว่าร้ายแรงก็ไม่ร้ายแรง จะว่าเล็กน้อยก็ไม่เล็กน้อย
เรื่องนี้มีความพิเศษอยู่มาก
เพราะเกิดขึ้นในช่วงแรกเริ่มของการเปลี่ยนกิจการของหลวงเป็นกิจการเอกชนพอดี
ยามพลบค่ำ เกาชิวเป็นผู้นำข่าวเข้าวัง
“หือ?” จ้าวหนิงซึ่งกำลังเขียนตำราเงยหน้าขึ้น มองเกาชิวอย่างประหลาดใจ “คนงานโรงทำสบู่ก่อเรื่องหรือ?”
“พ่ะย่ะค่ะ แต่ท่านอัครเสนาบดีเฉียนไปคลี่คลายเรื่องแล้ว ต้นเหตุคือข่าวลือว่าโรงทำสบู่จะลดจำนวนคนงานอย่างหนัก”
ไม่คิดเลยว่าประชาชนต้าซ่งจะน่าสนใจถึงเพียงนี้!
จ้าวหนิงไม่เพียงไม่โกรธ กลับหัวเราะออกมา
ในฐานะฮ่องเต้ เขาจะเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในเรื่องเช่นนี้ไม่ได้
การเลิกจ้างย่อมต้องมี ส่วนคนงานก่อเรื่องก็พอเข้าใจได้
ไม่เข้าข้างฝ่ายใด ปล่อยให้ทั้งสองฝ่ายต่อรองกันจนได้จุดสมดุล
เช่นนั้นพ่อค้าก็ได้กำไร ขณะที่คนงานมีรายได้มั่นคงจากการทำงาน
“ฝ่าบาท เรื่องนี้เบื้องหลังเกรงว่าจะไม่ธรรมดาพ่ะย่ะค่ะ!”
