หลังออกจากเมืองมา หวั่งลี่เฉิงก็ได้พบกับหลี่เหลียงฝู่
“แม่ทัพผู้น้อยคารวะแม่ทัพหลี่!”
“สถานการณ์เป็นเช่นไร?” หลี่เหลียงฝู่ก้าวฉับ ๆ เข้ามา เขาคว้ามือหวั่งลี่เฉิงไว้ พลางกล่าวเสียงสั่น “เป็นอย่างไรกันแน่ รีบบอกมา!”
“ซิงโจวเสียเมืองแล้ว!” หวั่งลี่เฉิงกล่าวด้วยความเจ็บปวด
หลี่เหลียงฝู่ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยอย่างเจ็บปวดทันทีว่า “ฝ่าบาท กระหม่อมมาช้าเพราะเมาสุราจนขับรถไม่ได้!”
กล่าวถึงตรงนี้ หลี่เหลียงฝู่ถึงกับมีน้ำตาไหลลงมา
หวั่งลี่เฉิงรีบปลอบหลี่เหลียงฝู่ “แม่ทัพหลี่อย่าเพิ่งหมดหวัง อ๋องจิ้นจะเสด็จมาถึงที่นี่ในวันพรุ่ง ต้าเซี่ยของเรายังมีกองกำลังชั้นยอดที่พร้อมรบ!”
“อ๋องจิ้นยังมีพระชนม์ชีพอยู่หรือ?”
“ย่อมยังมีพระชนม์ชีพอยู่”
“เช่นนั้นก็ดี! เช่นนั้นก็ดี!” หลี่เหลียงฝู่เช็ดน้ำตา “อ๋องจิ้นมีพระคุณต่อข้า ข้าจะภักดีต่ออ๋องจิ้นจนตัวตาย!”
“แม่ทัพหลี่เข้าเมืองก่อนเถิด ด้านนอกหนาวเหน็บนัก”
“ดี ๆ!”
หลี่เหลียงฝู่เดินตามหวั่งลี่เฉิงเข้าเมืองไป พลางถามว่า “ในเมืองมีบ้านเรือนอยู่เท่าใด?”
หวั่งลี่เฉิงเข้าใจเจตนาของหลี่เหลียงฝู่ทันที จึงตอบว่า “แม่ทัพหลี่นำกำลังทหารมามากเท่าใด?”
“มีมากกว่าสามหมื่น”
“หากจะให้เข้าเมืองทั้งหมดก็พอมีที่พัก เพียงแต่คงแออัดอยู่บ้าง”
“ล้วนเป็นทหารเก่าที่ช่ำชอง ปกติก็เบียดเสียดกันอยู่แล้ว แต่หากไม่สะดวก ข้าคงต้องพาคนเข้าเมืองมาเพียงบางส่วน” หลี่เหลียงฝู่กล่าว
“แม่ทัพหลี่กล่าวเกินไปแล้ว ทำได้ ทุกคนเข้าเมืองได้ทั้งสิ้น”
หลังใช้เวลาจัดที่พักอยู่ครึ่งวัน กองทัพของหลี่เหลียงฝู่ก็เข้าเมือง
หวั่งลี่เฉิงจัดงานเลี้ยงสุราอย่างโอ่อ่า ยามบ่ายหลี่เหลียงฝู่พาทหารองครักษ์ส่วนตัวของตนมาร่วมงาน
