หลังออกคำสั่งควบคุมอย่างเข้มงวดเป็นการฉุกเฉิน จางซูเย่ก็ตรงไปยังที่ว่าการจือฝู่ทันที
หวังโส่วเต๋อ ผู้ว่าการเหอหนานฝู่ได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นรองเสนาบดีหลี่ปู้ ส่วนโจวเชียน ผู้ว่าการเหอหนานฝู่คนใหม่ นำขุนนางทั้งหมดในที่ว่าการจือฝู่ออกมาต้อนรับการมาถึงของข้าหลวงสำนักกิจการทหารและการปกครองโดยพลัน
โจวเชียนกล่าวว่า “ข้าน้อยเพิ่งได้รับรายงานว่าท่านอัครมหาเสนาบดีจางมาถึงลั่วหยางแล้ว มิได้ออกไปต้อนรับแต่เนิ่น ๆ ขอท่านอัครมหาเสนาบดีจางโปรดอภัยด้วย!”
“ไม่เป็นไร” จางซูเย่กล่าวสั้นกระชับ “คนที่ก่อเหตุเมื่อวันก่อนจับกุมได้หมดแล้วหรือยัง?”
โจวเชียนมองหวังเหอ ถงจือ (รองเจ้าเมือง) คล้ายกำลังถามเขา
หวังเหอกล่าวว่า “จับกุมได้หมดแล้วขอรับ ขณะนี้คุมขังอยู่ในเรือนจำของที่ว่าการจือฝู่ คดีก็ตัดสินแล้ว คนที่ลงมือก่อนคือเจิ้งสี่ เขารับสารภาพแล้ว คนผู้นี้เป็นชาวบ้านเกเรจากอำเภอจวี้ลู่ คิดปะปนเข้าไปในสำนักศึกษาใหม่เพื่อสร้างฐานะให้ตนเอง”
“ใช่ ๆ คนเกเรผู้นี้แหละ!”
จางซูเย่ไม่เชื่อคำพูดของหวังเหอแม้แต่คำเดียว
กลอุบายที่ทางการท้องถิ่นมักใช้จับใครสักคนมารับผิดแทนนั้น ไม่ได้แยบคายอะไรนัก
เรื่องราวใหญ่โตถึงเพียงนี้ พวกเจ้ากลับบอกข้าว่าทุกอย่างเกิดจากชาวบ้านเกเรคนหนึ่งในอำเภอจวี้ลู่งั้นหรือ?
พวกเจ้าคิดว่าข้าเป็นคนโง่ หรือคิดว่าจ้าวกวนเจียในวังหลวงเป็นคนโง่กันแน่?
“คนอยู่ที่ใด?”
“อยู่ในเรือนจำขอรับ”
“นำเอกสารขั้นตอนการดำเนินคดีทั้งหมดมาให้ข้า ข้าจะตรวจดู” จางซูเย่กล่าวพลางสั่งให้คนนำทางไปยังเรือนจำ
“ขอรับ!”
ก่อนเข้าเรือนจำ จางซูเย่ได้รับเอกสารการไต่สวนทั้งหมดแล้ว
เมื่อเข้าไปในเรือนจำ เขามองโจวเชียนแล้วกล่าวว่า “มิใช่บอกว่ามีคนก่อเหตุจำนวนมากหรือ เหตุใดจึงมีเพียงคนเหล่านี้?”
