เฉียนจิ่นซูชะงักไปเล็กน้อย ไม่ค่อยเข้าใจความหมายของจ้าวหนิง
แต่จ้าวหนิงกลับช้อนเฉียนจิ่นซูขึ้นมาในอ้อมแขนทันที นางร้องตกใจเสียงหนึ่งว่า “ฝ่าบาท...”
“เป็นอะไรไป?”
แก้มของเฉียนจิ่นซูแดงระเรื่อ นางยังไม่ค่อยคุ้นชินนัก
“มะ...ไม่มีอะไรเพคะ”
“บัดนี้เราเป็นสามีภรรยากันแล้ว”
“เป็นสามีภรรยากันแล้วหรือเพคะ?”
“เป็นสามีภรรยากันแล้ว”
สนมของฮ่องเต้มิใช่อนุภรรยา ทั้งยังต้องบันทึกชื่อไว้ในลำดับวงศ์ตระกูล จึงมีฐานะเป็นภรรยาเอก
เมื่อเห็นเฉียนจิ่นซูครุ่นคิด จ้าวหนิงจึงกล่าวว่า “ข้าสั่งให้คนเลือกวันมงคลแล้ว จะจัดพิธีให้พวกเรา”
“หม่อมฉันมิได้หมายความเช่นนั้น ไม่จำเป็นต้องจัดพิธีใหญ่โต ฝ่าบาทอย่าทรงทำผิดธรรมเนียมเพราะหม่อมฉันเลยเพคะ”
“ธรรมเนียมที่ข้ากล่าวก็คือธรรมเนียม”
“หากเป็นเช่นนี้ แล้วฮองเฮาจะทรงคิดอย่างไรเพคะ?”
“ฮองเฮาเป็นผู้มีเหตุผล เจ้าไม่ต้องกังวล”
“ฮองเฮาทรงเป็นภรรยาผู้ประเสริฐ แต่หากฝ่าบาทยังยืนกราน ผู้อื่นจะมองฮองเฮาเช่นไรเพคะ?”
จ้าวหนิงครุ่นคิด เห็นว่าเฉียนจิ่นซูกล่าวมีเหตุผล จึงตอบว่า “ได้ ฟังเจ้า”
เฉียนจิ่นซูจึงค่อยผ่อนลมหายใจออก
จ้าวหนิงวางเฉียนจิ่นซูลงบนเตียงอย่างแผ่วเบา ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “ข้าจะช่วยเจ้าปลดอาภรณ์”
เฉียนจิ่นซูสั่นน้อย ๆ ใบหูของนางแดงก่ำ
ดวงตาคู่งามดุจสายน้ำสารทจับจ้องจ้าวหนิงไม่วางตา พินิจชายตรงหน้าที่กำลังลงมืออย่างไม่ขาดสาย
เมื่อถอดปิ่นออก เส้นผมดำขลับหนานุ่มก็คลี่ลงมาดุจน้ำตก
จ้าวหนิงลงมือได้อย่างชำนาญ เห็นได้ชัดว่าเขาช่วยสตรีปลดอาภรณ์อยู่บ่อยครั้ง
แม้จะไม่ค่อยสนใจเรื่องรักใคร่แล้ว แต่ด้วยฮอร์โมนเพศชายที่พลุ่งพล่าน เขาก็ยังชอบออกกำลังกายอยู่ดี
