ยามนี้ ฉวี่ตวนรู้สึกเสียใจอยู่บ้างที่เดินทางมายังเมืองหลวง
เขาเป็นคนกระหายอำนาจและทะเยอทะยาน เคยทำเรื่องเกินเลยบางอย่างในภาคตะวันตกเฉียงเหนือ เรื่องเหล่านั้นเขารู้แก่ใจดี
นับแต่เดือนสี่ปีจิ้งคังที่สอง หลังจากกองทัพจินถอนทัพ จ้าวหนิงก็ส่งคนไปปลอบขวัญฉวี่ตวน ทั้งยังมีพระบัญชาเรียกตัวเขามายังเมืองหลวง
จนถึงบัดนี้เขาจึงค่อยมา
จากเรื่องนี้ก็มองออกว่าเขาไม่เต็มใจจะมา
ทว่าตำแหน่งขุนพลอวิ๋นฮุยเยี่ยงนี้เย้ายวนฉวี่ตวนยิ่งนัก
แม้ขุนพลอวิ๋นฮุยจะไร้อำนาจแท้จริง แต่ก็นับเป็นขุนนางขั้นสามชั้นรอง ได้รับเบี้ยหวัดสูง ทั้งยังเป็นที่โปรดปราน นับเป็นหลักประกันชั้นดี
หากได้เข้าเฝ้าฮ่องเต้ ย่อมเป็นประโยชน์ต่อการเลื่อนตำแหน่งในภายหน้าอย่างยิ่ง
นอกจากนี้ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญมาก
เหตุที่ฉวี่ตวนในประวัติศาสตร์ไม่ยอมไปหลินอันเพื่อเข้าเฝ้าจ้าวโก้ว ส่วนใหญ่เป็นเพราะต้าซ่งถูกชาวจินตีจนย่อยยับ ฉวี่ตวนเองก็เริ่มคิดเป็นอื่น อยากตั้งตนเป็นใหญ่ในส่านซี
แต่ต้าซ่งในยามนี้ หลังผ่านสงครามซ่งกับจินครั้งที่สาม การป้องกันบ้านเมืองก็มั่นคงขึ้นโดยพื้นฐานแล้ว ราชสำนักสนับสนุนส่านซี ส่งผลให้พระบารมีของโอรสสวรรค์แห่งเมืองเปี้ยนจิงแผ่ขยายไปทั่วส่านซี
ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ ความคิดเป็นอื่นในใจฉวี่ตวนย่อมถูกกดเอาไว้ชั่วคราว
อย่างไรเสีย กิจการก็ยังไม่ล้มละลาย แถมยังมีทีท่าว่าจะเติบโตขึ้นอย่างฉับพลัน ผู้ดูแลการค้าผู้คิดจะขายทรัพยากรเอากำไร ย่อมชะลอแผนการไว้ก่อนเป็นธรรมดา
ไม่นาน ฉวี่ตวนก็มาถึงนอกตำหนักเหวินเต๋อ
เขารู้สึกประหม่าอย่างยิ่ง
กระทั่งได้พบจ้าวกวนเจีย
