“เล่าเหตุการณ์ในเวลานั้นมา”
“กระหม่อมสอบถามอย่างละเอียดแล้ว เห็นได้ชัดว่าคนของหลี่ฉางยงจงใจหาเรื่อง บีบให้ทหารใหม่เหล่านั้นลงไม้ลงมือกับพวกเขาพ่ะย่ะค่ะ”
“เจ้าหมายความว่า หลี่ฉางยงจงใจทำเช่นนั้นหรือ”
“แค่ก ๆ ฝ่าบาท กระหม่อมเองก็เคยหาคนมาซ่อมเรือน หากไม่มีเหตุผลย่อมไม่จำเป็นต้องยุยงให้เกิดเรื่อง การทำเช่นนั้นมีแต่จะทำให้งานของตนล่าช้าพ่ะย่ะค่ะ”
“เช่นนั้นเจ้าลองบอกมาว่า เหตุใดหลี่ฉางยงจึงทำเช่นนี้”
“กระหม่อมโง่เขลา”
จ้าวหนิงครุ่นคิดขึ้นมา เดิมทีนึกว่าเรื่องนี้เป็นเพียงพวกขุนนางผู้สูงศักดิ์อยากประหยัดเงิน ไม่คิดเลยว่าจะเป็นแผนการช่วงชิงอำนาจทางการเมืองอีกเรื่องหนึ่ง
ส่วนจะเป็นแผนการช่วงชิงอำนาจทางการเมืองหรือไม่ ยามนี้ยังเร็วเกินกว่าจะตัดสิน
“จับคนอื่น ๆ ที่ติดตามหลี่ฉางยงมาสอบสวนให้หมด”
“พ่ะย่ะค่ะ”
เกาชิวครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนกล่าวว่า“ฝ่าบาท จะจับจ้าวเหย่มาสอบสวนด้วยหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
“ยังไม่ต้องจับ”
“พ่ะย่ะค่ะ”
เกาชิวไม่ได้กล่าวสิ่งใดอีก ในเมื่อฮ่องเต้ตรัสว่าไม่จับ ก็ย่อมไม่จับ
เขาครุ่นคิดว่าเหตุใดฮ่องเต้จึงไม่จับจ้าวเหย่
เหตุผลมีอยู่สองประการ
หนึ่ง ไม่มีหลักฐานโดยตรง หากจับกุมขุนนางตามใจชอบก็จะผิดธรรมเนียมการเมือง
อย่าเห็นว่าจ้าวกวนเจียในยามนี้สังหารคนราวกับหั่นแตงโม แต่ทุกคนที่ถูกสังหารล้วนมีเหตุผลชัดแจ้งว่าสมควรตาย
แม้แต่ผู้ที่ถูกสังหารเองก็ยังคิดว่าหากไม่ตาย คงผิดต่อจ้าวกวนเจีย
สอง ด้วยนิสัยของจ้าวกวนเจีย คาดว่าคงกำลังทอดเบ็ดล่อปลาใหญ่
เกาชิวเลิกคาดเดาส่งเดช หลังทูลลาแล้ว จ้าวหนิงก็ไปยังตำหนักเหวินเต๋อเพื่อใคร่ครวญตามลำพัง
เรื่องทหารใหม่ก่อการ แม้มีเพียงร้อยกว่าคน แต่ความร้ายแรงของเรื่องนี้มิอาจมองข้าม
