“หวังซื่อ ท่านถอยออกไปก่อน ไว้ข้าค่อยเรียกท่านมาอีกครั้ง”
“พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมขอทูลลา”
หวังซื่อออกจากตำหนักเหวินเต๋อไป
จ้าวหนิงสั่งให้คนนำเกราะ ดาบ และขวานไปเก็บ
“รู้หรือไม่ว่าเหตุใดข้าจึงให้คนไปตามท่านกลับมา?”
หม่าขั่วกล่าวว่า “กระหม่อมโง่เขลา ขอฝ่าบาทโปรดชี้แนะ”
“ข้ารู้มาว่าข้าศึกจินกำลังเข่นฆ่าปล้นสะดมในเหอเป่ยและเหอตง ส่วนท่านก็เดินทางไปทั่วเหอเป่ย รวบรวมกองกำลังอาสา สถานการณ์แนวหน้าเป็นอย่างไร ท่านย่อมรู้ดีกว่าคนส่วนใหญ่ ข้าอยากฟังความเห็นของท่าน”
หม่าขั่วทูลตามจริงทันที “ทูลฝ่าบาท หากสามเมืองสำคัญในเหอเป่ยแตกพ่าย ชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรย่อมปั่นป่วนอย่างหนัก เรื่องสำคัญคือขุนนางจำนวนไม่น้อยทิ้งเมืองหนีโจรผู้ร้ายก็ก่อเหตุชุกชุม ระเบียบศีลธรรมพังทลาย จนราษฎรอยู่กันอย่างยากลำบาก ถึงขั้นแผ่นดินแห้งแล้งนับพันลี้ ผู้คนล้มตายข้างทาง อีกทั้งภัยอดอยากยังแผ่ขยาย บางแห่งถึงกับแลกบุตรกันกินพ่ะย่ะค่ะ”
จ้าวหนิงกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “ข้าละอายใจต่อราษฎร”
ระหว่างเดินทางกลับเมืองหลวง หม่าขั่วได้ยินเรื่องการดำเนินการหลายอย่างของราชสำนักในช่วงกว่าครึ่งปีมานี้มานานแล้ว
เสบียงจำนวนมหาศาลถูกลำเลียงข้ามแม่น้ำหวงเหอ กองกำลังตามเส้นทางต่าง ๆ ในเหอเป่ยก็ได้รับเบี้ยหวัดและเสบียงทหารกันตามลำดับ
ขุนนางฝ่ายต่อต้านจินแต่ละคนยังได้รับความไว้วางใจและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสำคัญ เขากล่าวอย่างตื่นเต้นว่า “ฝ่าบาทไม่จำเป็นต้องโทษพระองค์เอง ราษฎรส่วนใหญ่ยังคงภักดีต่อราชสำนักพ่ะย่ะค่ะ”
“เรื่องขุนนางทิ้งเมืองหนี ข้าก็ได้ยินมาเช่นกัน ข้าเจ็บแค้นยิ่งนักที่ขุนนางบางคนอ่อนแอไร้ความสามารถ เมื่อบ้านเมืองประสบภัยกลับทอดทิ้งราษฎร คนไร้ยางอายเช่นนี้ หากปล่อยให้ลอยนวล ข้าจะมีหน้าไปพบผู้คนที่ถูกข้าศึกจินเข่นฆ่าได้อย่างไร!”
“ที่ข้าเรียกท่านมาครั้งนี้ เพราะมีภารกิจสำคัญจะมอบหมายให้”
“ขอฝ่าบาทโปรดชี้แนะ”
“ข้ามุ่งมั่นต่อต้านจิน ทว่ากลับขาดข่าวคราวจากแนวหน้า ข้าคิดจะจัดตั้งหน่วยข่าวกรองทหารขึ้นมาโดยเฉพาะ ท่านเข้าใจเรื่องชายแดนเป็นอย่างดี ข้าอยากให้ท่านเป็นผู้จัดตั้งหน่วยนี้ ท่านคิดว่าอย่างไร?”
