วันที่ 26 เดือนแปด
ยามบ่าย ที่ว่าการจือฝู่เจียงหนิงฝู่คึกคักขึ้นมา ผู้คนในชุดดำทยอยกันเดินเข้าไปในที่ว่าการจือฝู่ เสียงฝีเท้าเร่งร้อนทำลายความสงบเงียบของฤดูใบไม้ร่วง
ขุนนางทั้งหมดในที่ว่าการจือฝู่ออกมาต้อนรับ มีเพียงหวังเฮ่อจือฝู่ที่ยังอยู่ด้านใน
เนี่ยชางกับเฉียนไก่เดินตามฉินฮุ่ยเข้าไป
หวังเฮ่อประสานมือคำนับอย่างนอบน้อม “ข้าน้อยคารวะใต้เท้าทั้งสอง และคารวะฉินเซี่ยงกง”
ฉินฮุ่ยนั่งอยู่ตรงกลาง เนี่ยชางกับเฉียนไก่นั่งอยู่สองฝั่ง
เนี่ยชางถามเข้าประเด็น “หวังฟู่ตายแล้วหรือ?”
หวังเฮ่อพลันแสดงสีหน้าเศร้าโศก เขาถอนใจกล่าวว่า “หวังซือเฉาทำงานราชการยุ่งอยู่เสมอ ทั้งยังมีนิสัยเก็บตัว ข้าน้อยไม่คาดคิดว่าเขาจะคิดสั้น หากข้าน้อยรู้ ย่อมต้องเกลี้ยกล่อมเขาให้ดี”
เฉียนไก่กล่าวว่า “เมื่อวานนี้พวกเราสอบปากคำจือเซี่ยนอำเภอลี่สุ่ยกับจือเซี่ยนอำเภอจวี้หรง ทั้งสองกล่าวว่าได้รับคำสั่งจากหวังฟู่ ไม่นึกเลยว่าจะบังเอิญเช่นนี้ หวังฟู่กลับตายเสียพอดี”
สีหน้าหวังเฮ่อแปรเปลี่ยนทันควัน เมื่อครู่ยังเห็นใจหวังฟู่อยู่แท้ ๆ บัดนี้กลับด่าทอว่า “ที่แท้เขาเป็นคนสั่งการ! รู้หน้าไม่รู้ใจ เขาฆ่าตัวตายเพราะกลัวความผิด!”
“ฆ่าตัวตายเพราะกลัวความผิด หรือถูกผู้อื่นข่มขู่กันแน่?” เนี่ยชางเอ่ยยิ้ม ๆ
“เรื่องนี้ข้าน้อยไม่อาจทราบได้” หวังเฮ่อกล่าว
เฉียนไก่กล่าวว่า “เมื่อคืนนี้ข้าตรวจบัญชีของเจียงหนิงฝู่ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา การเปลี่ยนนาข้าวเป็นสวนหม่อนมีเงินอุดหนุนทั้งสิ้นหนึ่งล้านก้วน อำเภอจวี้หรงสองแสนก้วน อำเภอลี่สุ่ยสามแสนก้วน”
หวังเฮ่อตอบว่า “ขอรับ”
เฉียนไก่ถามว่า “แล้วเหตุใดชาวบ้านจึงไม่ได้รับเงิน?”
