จางซูเย่รีบตามหลังจ้าวกวนเจียไป
เขาคาดไม่ถึงว่าจ้าวกวนเจียจะฝ่าสายฝนออกมาต้อนรับ ถึงกับรู้สึกซาบซึ้งอยู่ไม่น้อย
“ฝ่าบาท เสด็จช้าลงหน่อยพ่ะย่ะค่ะ”
จางซูเย่เร่งฝีเท้าตามจ้าวหนิงไป “ฝ่าบาท บัดนี้ยังไม่อาจยืนยันได้ว่าข้าศึกจินถอนทัพไปหมดแล้วหรือไม่ การเสด็จออกจากเมืองเช่นนี้ไม่เหมาะสมอย่างยิ่งพ่ะย่ะค่ะ”
“ไม่ต้องกังวล เราไปดูบนกำแพงเมืองก่อน!”
จ้าวหนิงไม่ได้ประทับรถม้า เขาสวมเสื้อกันฝนจากฟาง ขี่ม้าออกจากประตูเสวียนอู่ (ประตูทิศเหนือของวังหลวง) พร้อมทหารองครักษ์ ผ่านไปครู่หนึ่งก็มาถึงประตูจิ่งหลง
ด้านนอกคือถนนใหญ่หน้าประตูจิ่งหลง ฝนกำลังตกหนัก บนถนนแทบไม่มีผู้คน
ชาวบ้านในบ้านเรือนสองฟากถนนเห็นขบวนคนม้าผ่านออกมาก็พากันมองด้วยความสงสัย
แม่น้ำอู่จ้างที่ไหลตัดเมืองหลวงจากตะวันออกไปตะวันตกอยู่เบื้องหน้า แม่น้ำสายนี้เป็นหนึ่งใน “สี่แม่น้ำขนส่งทางน้ำ” ของราชวงศ์ซ่ง
ยามนี้ต้นหลิวริมแม่น้ำอู่จ้างพลิ้วไหวร่ายรำท่ามกลางสายลมและฝน หญ้าเขียวขจีปกคลุมสองฝั่งแม่น้ำ บนเรือที่ลอยอยู่ในแม่น้ำยังมีคนกำลังหลับใหล
จ้าวหนิงควบม้าห้อตะบึงไปตลอดทาง เสียงฝนตกกระทบพื้นดังอยู่ข้างหู คลอด้วยเสียงกบร้อง
จ้าวหนิงเริ่มคุ้นชินกับฐานะนี้ทีละน้อย
การเป็นฮ่องเต้ โดยเฉพาะฮ่องเต้ในยุคโกลาหล จำต้องเปลี่ยนวิธีการ
จะเล่นแบบจ้าวกวนเจียองค์ก่อนๆ อีกไม่ได้เด็ดขาด
อย่างไรเสีย ยุคสมัยเปลี่ยนไปแล้ว กฎของเกมก็ต้องเปลี่ยนตาม
เมื่อมาถึงประตูซินซวนจ่าวทางทิศเหนือ (ประตูใหญ่ทางเหนือของเปี้ยนจิง) จ้าวหนิงยังเห็นทหารบนประตูกำลังเข้าเวร ทุกคนยืนหลังตรง ปฏิบัติหน้าที่อย่างซื่อสัตย์
“ฝ่าบาท...”ผู้ติดตามกำลังจะขานว่า “เสด็จมาแล้ว” แต่จ้าวหนิงยกมือห้ามไว้
เขาลงจากม้าแล้วเดินขึ้นไปบนกำแพงเมือง
