“ท่านข่าน อีโจวมีรายงานด่วน”
เสียงหนึ่งดังมาจากด้านนอก
ปี้เล่อเกอเริ่มมีสีหน้าไม่สบอารมณ์อยู่บ้าง เขากล่าวกับฉวงกู่เอ๋อร์อย่างสุภาพว่า “แม่ทัพฉวงกู่เอ๋อร์ โปรดรอสักครู่”
จากนั้นจึงตะโกนออกไปว่า “เข้ามา!”
ผู้ที่เข้ามาคือซาร์เอ่อร์ถี อัครมหาเสนาบดี เขาวิ่งเหยาะเข้ามาอย่างเร่งร้อน มือทั้งสองสั่นเทา
“ท่านอัครมหาเสนาบดี ที่นี่มีแขกคนสำคัญ...”
ปี้เล่อเกอยังพูดไม่ทันจบ ซาร์เอ่อร์ถีก็กล่าวอย่างร้อนรนว่า “ท่านข่าน กองทัพซ่งมาแล้ว!”
ปี้เล่อเกอชะงักไป คิดว่าตนฟังผิด จึงถามย้ำว่า “เจ้าว่าอะไรนะ?”
“กองทัพซ่งมาแล้ว อีโจวเสียไปแล้ว กองทัพของหูจุ่ยซู่ถูกกวาดล้างจนหมดสิ้น”
ปี้เล่อเกอลุกพรวด สีหน้าชะงักค้าง ดวงตาเบิกกว้างพลางจ้องซาร์เอ่อร์ถี “กองทัพซ่งมีกำลังพลเท่าใด?”
“ไม่ทราบพ่ะย่ะค่ะ”
“ไม่ทราบ?”
“ไม่ทราบพ่ะย่ะค่ะ!” ซาร์เอ่อร์ถีเองก็เต็มไปด้วยความกังวล
“เรื่องสำคัญถึงเพียงนี้ เจ้ายังไม่ทราบอีก!”
ซาร์เอ่อร์ถีกล่าวอย่างลำบากใจว่า “กองทัพซ่งบุกมาอย่างกะทันหัน ก่อนหน้านี้ไม่มีข่าวใดบ่งชี้ว่าพวกเขาจะยกทัพมาเลยพ่ะย่ะค่ะ”
ปี้เล่อเกอหันไปมองฉวงกู่เอ๋อร์อย่างขอความช่วยเหลือ ฉวงกู่เอ๋อร์ลุกขึ้นส่งสมุดบัญชีเล่มหนึ่งให้เขา แล้วกล่าวว่า “นี่คือบัญชีภาษีของปีนี้ หากไม่มีธุระอื่น ข้าขอตัวก่อน”
“แม่ทัพฉวงกู่เอ๋อร์...ช่วยข้าด้วย...”
“ปี้เล่อเกอข่าน ทูตซ่งถูกท่านสังหารเอง ยามนี้ชาวซ่งเพิ่งยกทัพมา ท่านยังมิทันรวบรวมกำลังพลก็ร้องขอความช่วยเหลือจากข้าแล้ว เห็นจะไม่เหมาะกระมัง ฝ่าบาทกำลังเตรียมการยกทัพไปทางตะวันตก ในระยะสั้นคงไม่มีเวลามาใส่ใจเรื่องของท่าน” ฉวงกู่เอ๋อร์กล่าวอย่างจริงจัง “แต่ชาวซ่งเดินทางมาไกล เสบียงอาจส่งตามไม่ทัน แผนรับมือมีอยู่หลายทาง จะตั้งรับจนกองทัพซ่งถอนทัพ หรือส่งคนไปเจรจา ยอมสนองความต้องการบางอย่างของกองทัพซ่งแล้วให้พวกเขาถอนทัพก็ได้”
