“นั่นสิ หากบิดาของหลี่เมิ่งป๋อคือหลี่กวง เขาคงประกาศไปทั่วแล้ว นี่เป็นโอกาสดีที่สุดที่จะสร้างชื่อเสียงให้ตนเอง” มีคนกล่าวขึ้น
“พอเถิด บิดาของข้ากำลังจะมาถึงแล้ว” เฉินปี้ชิงกล่าว
ทุกคนจึงควบม้ามุ่งหน้าไปยังท่าเรือ
“ท่านพ่อ!”
เฉินเจิ้งเสียนเปิดม่านหน้าต่าง เห็นบุตรชายคนเล็กแล้วกล่าวอย่างเคร่งขรึมว่า “เจ้ามาแล้ว”
“ลูกมารอต้อนรับท่านพ่อขอรับ”
คนอื่น ๆ รีบประสานมือคำนับ “คารวะท่านเฉินชานเจิ้ง”
“ท่านพ่อ คนเหล่านี้ล้วนเป็นสหายร่วมสำนักของลูกที่มหาวิทยาลัยตงจิง”
เฉินเจิ้งเสียนพยักหน้ายิ้มให้ทุกคน “ชิงเอ๋อร์เอ่ยถึงพวกท่านในจดหมายอยู่เสมอ บอกว่าทุกท่านล้วนเป็นคนหนุ่มผู้มีความสามารถ เป็นเสาหลักของต้าซ่งในภายภาคหน้า”
ทุกคนต่างรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง รีบกล่าวว่า “ได้ยินชื่อเสียงอันดีงามของท่านเฉินชานเจิ้งมานาน วันนี้ได้พบ นับเป็นวาสนาถึงสามชาติ”
“ดี ๆ ไปกันเถิด เข้าเมืองพร้อมกัน”
ยามพลบค่ำ จ้าวหนิงเอนกายพิงเก้าอี้ไม้ไผ่ในตำหนักเหวินเต๋อ หลับตาพักผ่อน
กล่าวตามตรง อารมณ์ของเขาย่ำแย่อย่างยิ่ง
ถึงขั้นเดือดดาลสุดขีด
เกาชิวเดินงก ๆ เงิ่น ๆ เข้ามาในตำหนักเหวินเต๋อ ครั้นเห็นจ้าวกวนเจียนอนเอนกายอยู่ตรงนั้น ไม่ขยับเขยื้อน ก็ไม่กล้ารบกวน
ผ่านไปครู่ใหญ่ ฟ้าด้านนอกค่อย ๆ มืดลง นางกำนัลเข้ามาจุดเทียน จ้าวหนิงจึงลืมตาขึ้น เห็นเกาชิวยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น จึงถามว่า “มีเรื่องอันใด”
“เฉินเจิ้งเสียนเข้าเมืองแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“อ้อ”
“มีนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยตงจิงไปต้อนรับเขา ขุนนางบางส่วนก็ไปด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
