ทหารม้ากว่ายจื่อเว้นระยะห่างระหว่างกัน ก่อนหลั่งไหลเข้าสู่เขตอำนาจของกองทัพซ่งราวปรอทไหลบ่าลงพื้น ท่ามกลางเสียงกีบเหล็กคำราม ลูกธนูนับไม่ถ้วนฉีกผ่านอากาศ ส่งเสียงหวีดแหลม พุ่งเข้าใส่บริเวณที่กองทัพซ่งตั้งอยู่ ราวหิมะหนาทึบที่โปรยปรายท่ามกลางลมหนาว
ไม่นาน พื้นดินก็ปักแน่นขนัดไปด้วยลูกธนู ม้าศึกของทหารม้าซ่งบางตัวถูกยิงจนร้องครวญคราง
ทหารม้ากว่ายจื่อแถวหน้าเมื่อยิงธนูเสร็จก็อ้อมวกออกไปอย่างรวดเร็ว แถวหลังเคลื่อนเข้ามาเสริมต่อเนื่อง ราบรื่นเป็นจังหวะเดียวกัน
นี่คือยุทธวิชาขี่ม้ายิงธนูอันเลื่องชื่อซึ่งเน้นความคล่องตัวสูง ทั้งยังประสานกันแนบสนิทไร้ช่องโหว่
หากเป็นทหารราบเกราะเบา หรือมีกองทหารเกราะปู้เหรินกับทหารม้าฝ่ายตนไม่เพียงพอ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับทหารม้ากว่ายจื่อบนภูมิประเทศเช่นนี้ ก็แทบไม่มีโอกาสชนะ ทำได้เพียงถูกอีกฝ่ายบั่นทอนกำลังไปทีละน้อย
ทหารม้าซ่งก็เคลื่อนขบวนอย่างรวดเร็วขณะควบม้า ทหารซ่งส่วนที่ถนัดยิงธนูบนหลังม้าตอบโต้ด้วยวิธีเดียวกัน ส่วนทหารม้าถือทวนยาวสวมเกราะบุกตะลุย ฝ่าห่าธนูหนาทึบเข้าจู่โจมอย่างบ้าคลั่ง
ยามนั้น เมฆชั้นหนาทึบบนท้องฟ้าทางตะวันตกบดบังดวงตะวัน เหลือเพียงแสงบางส่วนลอดผ่านรอยแยกเป็นจุด ๆ บางครั้งลำแสงสายหนึ่งก็ทอดเฉียงลงมา ส่องกระทบหอกเหล็กที่หักขาดไปแล้ว เปล่งประกายแดงฉาน
เบื้องหลัง ระหว่างหมู่บ้านและท้องทุ่งกว้างใหญ่ ผู้คนมากมายต่างรอคอยผลของศึกครั้งนี้
ทว่าข่าวสถานการณ์ศึกในเมืองเหอเจียนกลับแพร่ไปถึงแดนใต้เงียบ ๆ ตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว ทางใต้ยังมีชาวบ้านนับไม่ถ้วนที่อพยพหนีไม่ทัน รวมถึงผู้คนที่หลบหนีลงมาจากดินแดนเยียน
