จ้าวหนิงยังไม่อาจมอบตำแหน่งทางทหารสำคัญให้เยว่เฟยได้ในยามนี้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะมอบตำแหน่งทางทหารหรือขุนนางให้ไม่ได้ ทั้งยังอาจทำความรู้จักกันให้มากขึ้น กระชับความสัมพันธ์ และเตรียมการไว้ล่วงหน้า
ที่จริงเขาอยากมอบตำแหน่งทางทหารสำคัญให้เยว่เฟยโดยตรงเสียด้วยซ้ำ ถึงขั้นอยากเก็บไว้ข้างกายเพื่อบ่มเพาะ
แต่เขารู้ว่าเยว่เฟยเป็นคนที่ควรอยู่ในสนามรบ
ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ไม่มีแม่ทัพผู้เกรียงไกรคนใดไม่ได้ผงาดขึ้นมาจากสนามรบนองเลือด
ความสำเร็จของแม่ทัพหนึ่งคนแลกมาด้วยกระดูกนับหมื่น มิใช่คำกล่าวลอย ๆ
จ้าวหนิงถอนหายใจ สีหน้าดูคล้ายกำลังวิตกกังวล
เยว่เฟยเห็นดังนั้นก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะรวบรวมความกล้าเอ่ยขึ้นว่า “ฝ่าบาททรงกังวลพระทัยกับสถานการณ์สงครามในเหอเป่ยหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“เราไม่ได้กังวลเพียงสถานการณ์สงครามในเหอเป่ยเท่านั้น”
“กระหม่อมโง่เขลา ไม่อาจแบ่งเบาพระราชภาระของฝ่าบาทได้ กระหม่อมละอายใจยิ่งพ่ะย่ะค่ะ”
“ไม่ ไม่เลย เยว่เฟย เจ้าทำได้ดีมากแล้ว เจ้าเดินทางฝ่าฟันอุปสรรคเคียงข้างรองแม่ทัพใหญ่จง เจอกับชาวจินในศึกนองเลือดมาแล้วนับสิบครั้งกระมัง”
เมื่อได้ยินน้ำเสียงและถ้อยคำของจ้าวกวนเจีย เยว่เฟยก็รู้สึกซาบซึ้งใจขึ้นมาเล็กน้อย
ก่อนจะได้เข้าเฝ้าจ้าวกวนเจีย เขาเคยจินตนาการว่าฮ่องเต้ในปัจจุบันจะเป็นคนเช่นไร
คงเป็นผู้เปี่ยมด้วยบารมี ทั่วร่างแผ่รัศมีมังกรสวรรค์
สำหรับนายทหารชั้นผู้น้อย ฮ่องเต้แต่เดิมอยู่ไกลเกินเอื้อม ทว่ายามนี้กลับมีโอกาสเข้าวังถวายบังคม แม้แต่เยว่เฟยเองก็รู้สึกเหลือเชื่อ
เขาไม่รู้เลยว่าอาจารย์ของตนอย่างจงเจ๋อทุ่มเทเอาใจใส่เขามากเพียงใด
