“คำกล่าวของท่านมีเหตุผล”จ้าวหนิงพยักหน้า “แต่การสร้างศูนย์กลางการทหารและการปกครอง ย่อมต้องมีปัจจัยด้านความเป็นอยู่ของราษฎรและการค้าคอยเกื้อหนุนด้วย”
จางจวิ้นถอนหายใจพลางกล่าวว่า “น่าเสียดายที่กวนจงในยามนี้ มิอาจเทียบกับกวนจงในสมัยราชวงศ์ถังตอนต้น”
การวางแผนบุกซีอวี้และเปิดเส้นทางสายไหมทางบกอีกครั้ง จำเป็นต้องฟื้นฟูฉางอาน
นี่ก็เป็นเหตุผลที่จ้าวหนิงส่งขุนนางผู้มีความสามารถสูงอย่างหูเฉวียนไปดำรงตำแหน่งผู้ว่าการจิงเจาฝู่ที่ฉางอาน
ทว่าน่าเสียดาย เมื่อเข้าสู่ยุคซ่ง กวนจงกลับร่วงโรย
ความร่วงโรยของกวนจงมิได้หมายถึงเศรษฐกิจซบเซาเพียงอย่างเดียว
นับแต่กบฏอันสื่อ พื้นที่แห่งนี้ก็ทำศึกสงครามต่อเนื่องยาวนาน ทรัพยากรธรรมชาติถูกนำมาใช้จนถึงขีดสุด ลำน้ำตื้นเขิน พืชพรรณก็ถูกโค่นทำลายไปเป็นจำนวนมาก
สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ พระราชวังก่อนยุคราชวงศ์ถังนั้นยิ่งสร้างก็ยิ่งใหญ่โต
เช่น พระราชวังต้าหมิงแห่งราชวงศ์ถัง พระราชวังเว่ยยางแห่งราชวงศ์ฮั่น และพระราชวังอาฝางแห่งราชวงศ์ฉิน เป็นต้น
พระราชวังเหล่านี้สร้างได้ใหญ่โตถึงเพียงนั้น เพราะในยุคนั้นมีกวนจงและพื้นที่โดยรอบเป็นแหล่งไม้ยักษ์อยู่มากมาย
ทว่าต้นไม้ใหญ่เติบโตไม่ทันการตัดโค่น
ครั้นถึงยุคราชวงศ์หมิง จูตี้จะสร้างพระราชวังต้องห้ามที่เป่ยจิง ยังต้องใช้ความพยายามอย่างยิ่งกว่าจะหาไม้ใหญ่ซึ่งมีอยู่น้อยนิดจากดินแดนห่างไกลทางตะวันตกเฉียงใต้กลับมาได้
เรื่องนี้ยังสะท้อนให้เห็นอีกด้านว่า หลังยุคราชวงศ์ถัง ทรัพยากรธรรมชาติของกวนจงร่อยหรอลง
ยุคโบราณแตกต่างจากศตวรรษที่ 21 การขยายตัวของเมืองและชุมชนในสมัยโบราณต้องพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติอย่างยิ่ง
จ้าวหนิงคิดจะฟื้นฟูฉางอาน ย่อมมิใช่เรื่องง่าย
ยิ่งไม่ต้องกล่าวว่า ศูนย์กลางเศรษฐกิจในยุคนี้เริ่มเคลื่อนลงใต้ และเริ่มขยับไปทางตะวันออกแล้ว
