“ไป! จงนำรายงานการศึกฉบับนี้ไปส่งตำหนักเหยียนฝู ให้อดีตฮ่องเต้อ่านให้ถี่ถ้วน จะได้เลิกคิดเพ้อฝันเสียที!”
“พ่ะย่ะค่ะ!”
ณ ตำหนักเหยียนฝู เมื่อจ้าวจี๋เห็นรายงานการศึกจากแนวรบตะวันออก ก็ถึงกับนิ่งงันไปทั้งคน
เขาไม่รู้เลยว่า การศึกทางตะวันออกดำเนินไปอย่างราบรื่นถึงเพียงนี้ นอกจากว่านเหยียนชางแล้ว จ้าวจี๋ผู้นี้เองก็มีส่วนสร้างความชอบอยู่ด้วย!
หลังรายงานการศึกจากแนวรบตะวันออกส่งมาถึง จ้าวหนิงก็รู้สึกว่าแรงกดดันบนบ่าลดลงไปมาก
วันที่ 18 เดือนสี่ เยียนจิง
ว่านเหยียนจงวั่งได้พบว่านเหยียนเกา
ว่านเหยียนเกาฟื้นขึ้นมาหลังหมดสติอย่างหนักอยู่หลายวัน
นับแต่นั้นมา เขาก็ล้มหมอนนอนเสื่อ ไม่อาจลุกขึ้นได้อีก
เมื่อได้พบว่านเหยียนเกาอีกครั้ง ว่านเหยียนจงวั่งแทบจำคนตรงหน้าไม่ได้
ว่านเหยียนเกาผอมลงกว่าเดิม ราวกับกองฟืนกองหนึ่ง
ทว่าสายตาของเขายังคงเฉียบคม ทั้งร่างยังเปี่ยมด้วยรัศมีคมกล้าที่ทำให้ผู้คนไม่กล้าสบตา
“จงวั่ง เจ้าถึงแล้ว”
จงวั่งเอ่ยทักทายอย่างสุภาพว่า “อันปานป๋อจี๋เลี่ย สุขภาพของท่านเป็นอย่างไรบ้าง?”
“ค่อย ๆ ดีขึ้นบ้างแล้ว”
“เช่นนั้นก็ดียิ่ง ฝ่าบาททรงส่งข้ามาเยี่ยมท่าน”
“ขอบพระทัยฝ่าบาท และขอบใจจงวั่งที่อุตส่าห์มา”
“เรื่องแนวหน้าฝ่าบาททรงทราบหมดแล้ว สิ่งที่ฝ่าบาททรงห่วงยิ่งกว่าคือสุขภาพของท่าน”
“จงวั่ง แม้ครานี้กองทัพเราจะได้รับความเสียหายอย่างหนัก แต่กองทัพซ่งเองก็ใกล้หมดแรงแล้ว เราต้องรวบรวมกองทัพอีกครั้ง แล้วโจมตีกองทัพซ่งเป็นครั้งสุดท้าย ทำลายแนวป้องกันทั้งหมดของราชวงศ์ซ่งให้สิ้นซาก”
จงวั่งถอนหายใจ เวลานี้ว่านเหยียนเกายังคิดแต่เรื่องปราบซ่ง
เขาเองก็ยอมรับว่าในยามนี้กองทัพซ่งอาจใกล้หมดแรงแล้วเช่นกัน ขอเพียงรวบรวมกองทัพขึ้นมาอีกครั้ง แม้จะจับฮ่องเต้แคว้นซ่งเป็นเชลยไม่ได้ แต่อย่างไรก็ย่อมทำลายรากฐานของกองทัพซ่งได้อย่างหนัก บีบให้ราชวงศ์ซ่งถอยร่นไปถึงแถบแม่น้ำฉางเจียง แล้วต้าจินก็จะเข้ายึดครองจงหยวนได้
