หลังปะทะอยู่พักหนึ่ง ในที่สุดทหารม้าซีเซี่ยที่อยู่ด้านหลังก็เปลี่ยนทิศทาง เริ่มอ้อมไปอย่างรวดเร็ว ไม่บุกเข้าโจมตีเช่นนี้อีก
เพราะม้าที่ไม่ได้สวมเกราะ กับม้าที่สวมเกราะแล้วนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
หลังฝูงทหารม้าทั้งกองอ้อมไปอย่างรวดเร็ว พวกเขากลับมิได้ถอนกำลัง หากแต่รวมพลขึ้นใหม่
ดูท่าครั้งนี้ชาวซีเซี่ยคงไม่คิดใช้กลยุทธ์หนีเอาตัวรอดตามธรรมเนียมแล้ว เมื่อสนามรบดำเนินมาถึงขั้นนี้ ฮ่องเต้ทรงบัญชาการรบอยู่ด้านหลังด้วยพระองค์เอง จึงไม่มีผู้ใดถอยหนีอีก
“ฝ่าบาท!” หน่วยสอดแนมนำข่าวจากแนวหน้าเข้ามาอีกครั้ง “ทหารม้าแนวหน้า...พวกเขา...”
“ว่ามา” น้ำเสียงของหลี่เฉียนซุ่นสงบนิ่งอย่างผิดคาด
“หลังจากอ้อมไปรวมพล พวกเขาก็เข้าโจมตีกองทัพซ่งอีกครั้ง!”
กล่าวถึงตรงนี้ ดวงตาของหน่วยสอดแนมก็แดงก่ำ น้ำตาคลออยู่ในเบ้า
มีเพียงชาวซีเซี่ยเท่านั้นที่รู้ดีว่าพวกเขาทนศึกเช่นนี้ไม่ไหว ประชากรของพวกเขามีจำกัด การสู้รบเช่นนี้ไม่สอดคล้องกับกลยุทธ์ของตน
แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว
แม้แต่สัตว์ร้ายเมื่อเผชิญภัยถึงตาย ยังดิ้นรนเฮือกสุดท้าย ทุ่มกำลังสู้สุดชีวิต ยิ่งไม่ต้องพูดถึงมนุษย์
กองทัพรักษาการณ์เมืองหลวงนี้แสดงเจตจำนงในการต่อสู้ออกมาแทบจะเทียบเท่ากองทัพซ่ง
หลี่เฉียนซุ่นมิได้ตรัสอะไรอีก และมิได้มีรับสั่งให้คนเหล่านั้นหยุดบุกโจมตี
เขารู้เพียงว่าตนไม่มีทางถอยแล้ว
“ท่านตูถ่งหลี่” หน่วยสอดแนมของกองทัพซ่งก็นำสถานการณ์แนวหน้ามารายงานต่อหน้าหลี่ซื่อฝู่ “หลังจากทหารม้าซีเซี่ยหวนกลับมา ก็เข้าโจมตีกองทัพของเราต่อ”
“ทราบแล้ว ตีกลองศึก ทุกคนจงยืนหยัดป้องกันจนตัวตาย!”
