ช่วงนี้ฉินฮุ่ยวางท่ากำเริบเสิบสานลับหลังมากขึ้นทุกที
ที่ทำให้จ้าวหนิงขุ่นเคืองยิ่งกว่าคือ ฉินฮุ่ยถึงกับเอาอย่างหลี่หลินฝู่ เริ่มวางสายลับไว้ทั่ววังหลวง เพื่อให้รู้ความเคลื่อนไหวและความคิดของฮ่องเต้อย่างเขาได้เป็นคนแรก
ฉินฮุ่ยคิดว่าตนจะเป็นหลี่หลงจีหรืออย่างไร?
เมื่อราตรีมาเยือน เมืองเปี้ยนจิงเริ่มสว่างไสวด้วยแสงโคม เรือท่องเที่ยวในแม่น้ำเปี้ยนก็จุดโคมขึ้นเช่นกัน เหล่าหนุ่มสาวพากันล่องชมราตรีทั่วตงจิง
ทุกสิ่งดูสงบสุข ผู้คนกำลังดื่มด่ำกับความร่มเย็นในยุคอันรุ่งเรือง
ชายหนุ่มคนหนึ่งเดินออกมาจากหอฝานโหลว เตรียมขึ้นรถม้า พลันเห็นคนผู้หนึ่งเข้าก็รีบประสานมือคำนับและทักทาย “คารวะท่านหลางจงหลิน”
หลินอี้เฟยหันกลับมา เห็นไช่เหิงแล้วจึงประสานมือคำนับตอบ ทว่าไม่ได้เอ่ยวาจา ก่อนเดินเข้าไปในหอฝานโหลว
หลังขึ้นรถม้าแล้ว ไช่เหิงก็กลับไปอย่างเร่งร้อน
“ท่านปู่ ข้ากลับมาแล้ว”
ไช่เม่ากำลังเขียนอักษร แสงเทียนส่องกระทบใบหน้าอันชราภาพ เผยให้เห็นริ้วรอยลึกชัดเป็นแนว
“มีข่าวจากเหลียวตง หลี่กังกำลังตรวจสอบหลูชิงหลิว”
“หลูชิงหลิวว่าอย่างไร?”
“เขาหวังให้พวกเราเข้าแทรกแซง ช่วยคุ้มครองเขาไว้”
ไช่เม่าไม่กล่าวอะไร
ไช่เหิงพูดต่อ “เขาบอกว่าหากพวกเราไม่ช่วย เขาจะเปิดโปงพวกเราต่อหน้าหลี่กัง”
“พวกเรา?” ไช่เม่าหัวเราะอย่างอ่อนโยน ราวกับผู้เฒ่าข้างบ้าน “เขาจะมีหลักฐานอะไรอยู่ในมือเราได้ หรือจะไปบอกหลี่กังว่าพวกเราคิดปองร้ายฉินฮุ่ยหรือ?”
“หลานยังคงกังวลอยู่บ้าง”
“เจ้าไม่ต้องกังวล เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับพวกเรา ต่อให้สืบสวนก็สาวไปถึงฉินฮุ่ยได้เท่านั้น” ไช่เม่าหรี่ตายิ้ม “ฝ่าบาทส่งหลี่กังไปเหลียวตง ย่อมมีพระประสงค์ของพระองค์”
