หลี่เยี่ยนเซียนกวาดกระบองเหล็กออกไปอย่างแรง กระบองพาดผ่านหมวกเกราะของอีกฝ่าย เกิดเสียงกังวานใส
คนผู้นั้นยังไม่ทันได้ทำอะไร ก็พลัดตกจากหลังม้าสิ้นใจ
จากนั้นหลี่เยี่ยนเซียนก็พุ่งเข้าไปเป็นคนแรก โบกสะบัดกระบองเหล็กประหนึ่งเทพสังหารจุติ ผู้ใดขวางหน้าล้วนพลัดตกจากหลังมาทันที
ชาวเก๋อลั่วลู่ที่อยู่รอบด้านไม่อาจเข้าใกล้เขาได้ กองทหารองครักษ์ที่ตามมาด้านหลังก็รีบเข้ามาเสริมกำลังอย่างรวดเร็ว
กองทัพซ่งก่อตัวเป็นกระแสคมกล้า พุ่งทะลวงชาวเก๋อลั่วลู่
ผ่านไปราวหนึ่งก้านธูป ความฮึกเหิมอันกร่างกล้าของชาวเก๋อลั่วลู่ในตอนแรกก็ถูกกดข่มลงอย่างหนัก
เผยต๋ากานเห็นดังนั้นก็แตกตื่น รีบดึงบังเหียนแน่น ก่อนหนีไปอย่างหวาดหวั่น
เมื่อคนอื่นเห็นว่าผู้นำถอยทัพแล้ว ก็หมดใจสู้ ต่างพากันล่าถอย
เยลี่ว์ต้าสือเห็นดังนั้นกลับไม่ร้อนใจ เขามองสนามรบเบื้องหน้าอย่างสงบนิ่ง แล้วถามเพียงว่า “สถานการณ์รบที่ปีกซ้ายของกองทัพเราเป็นอย่างไรบ้าง?”
“กราบทูลฝ่าบาท กำลังหลักของกองทัพซ่งยังคงต้านทานอยู่พ่ะย่ะค่ะ”
“ความกล้าหาญของกองทัพซ่งเกินกว่าที่เราคาดไว้มาก” เยลี่ว์ต้าสือครุ่นคิด
แม้เขาจะจับตาดูหลี่เยี่ยนเซียน แต่แท้จริงแล้วผู้ที่เขานึกถึงกลับเป็นเยว่เฟย
เช่นเดียวกับยุทธวิธีที่เยลี่ว์ต้าสือใช้ในสนามรบเวลานี้ เมื่อรับมือกับกองทัพซ่งทั้งหมด เขาก็ยึดถือหลักการรวบรวมทหารชั้นยอดเข้าโจมตีเช่นกัน
ตัวอย่างเช่น เขารวบรวมกำลังหลักทั้งหมดไว้ทางเหนือ เหลือทหารไว้ในเมืองหู่ซืออว่อเอ่อร์ตัวเพียงหนึ่งหมื่นนาย
แผนของเขาคืออาศัยแนวป้องกันของเมืองหู่ซืออว่อเอ่อร์ตัวตรึงเยว่เฟยไว้ ใช้กำลังพลที่เหนือกว่าเอาชนะหลี่เยี่ยนเซียน จากนั้นยกทัพลงใต้ โอบล้อมเยว่เฟย
