“หากกระหม่อมอยู่ในราชสำนักต่อไปอีกวันหนึ่ง ย่อมมีคนอาศัยบารมีกระหม่อมแล้วถือดีในความชอบของตน ไม่ก็ทำให้กิจการทหารและการปกครองเสื่อมเสีย ไม่ก็รวมกลุ่มพวกพ้องกัน” เยว่เฟยกล่าวอย่างตรงไปตรงมา “เดิมทีกระหม่อมเป็นเพียงสามัญชน เมื่อขึ้นสนามรบก็เป็นแค่นักรบ พอลงจากสนามรบก็ยังเป็นชาวนาจากทังอิน กระหม่อมอยู่ในราชสำนักแต่ไร้ความสามารถช่วยแบ่งเบาภาระของโอรสสวรรค์ กลับมีแต่จะก่อเรื่องเพิ่ม แล้วจะฝืนอยู่ต่อไปเพื่ออะไร”
“เจ้าตั้งใจจะไปให้ได้หรือ?”
“ขอฝ่าบาทโปรดทรงอนุญาตพ่ะย่ะค่ะ!”
จ้าวหนิงนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ความรู้สึกพ่ายแพ้พลันผุดขึ้นในใจ
แต่ไม่นานก็กลับมาสงบนิ่งดังเดิม ก่อนยิ้มกล่าวว่า “กลับไปก็ดีเหมือนกัน ชีวิตจะได้เรียบง่ายขึ้น พักผ่อนให้เต็มที่สักระยะเถิด”
อันที่จริง ในยุคโบราณ การเกษียณกลับบ้านเกิดเป็นเรื่องปกติอย่างยิ่ง
ยามจำเป็นก็หลีกเร้นจากข้อพิพาท รอจนสถานการณ์คลี่คลายแล้วค่อยกลับมา นี่กลับเป็นปัญญาทางการเมืองอย่างหนึ่ง
จ้าวหนิงครุ่นคิดอย่างถี่ถ้วนแล้ว การที่เยว่เฟยอยากกลับไปทำนาบ้างก็ดีไม่น้อย
สถานการณ์ใหม่ในยามนี้ยังไม่แน่นอน แต่กลุ่มขุนนางที่สร้างความชอบทางทหารขึ้นใหม่ต่างมีความคิดของตนเอง อีกทั้งยังพร้อมขยับตัว
“ขอบพระทัยฝ่าบาทที่ทรงอนุญาตพ่ะย่ะค่ะ”
“เราจะสร้างจวนกั๋วกงให้เจ้าสักหลายหลังที่ทังอิน รอเจ้าพักผ่อนจนหายเหนื่อยแล้ว เราค่อยไปหาเจ้า”
“กระหม่อมซาบซึ้งในพระเมตตาของฝ่าบาท แต่กระหม่อมคุ้นชินกับชีวิตเรียบง่าย กินอาหารพื้น ๆ มานานแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“ดี เจ้าปรารถนาจะทำอย่างไรก็ทำตามนั้นเถิด”
