“ฝ่าบาท ชาวจินหยุดโจมตีเมืองแล้วพ่ะย่ะค่ะ” เกาชิวรีบนำข่าวดีมาทูลจ้าวหนิงเป็นคนแรก
“เป็นไปตามคาด”
“ฝ่าบาททรงพระปรีชายิ่งพ่ะย่ะค่ะ”
“มิใช่เพราะเราปรีชา หากเป็นเพราะเหล่าทหารบนกำแพงเมืองซื่อสัตย์กล้าหาญ”
“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาทตรัสได้ถูกต้องแล้ว”
ข่าวนี้แพร่ไปถึงสองสำนักและสามกรม ทั้งยังไปถึงที่ว่าการต่าง ๆ ทั่วตงจิง
การโจมตีเมืองที่ดำเนินมาเกือบสองชั่วยาม ในที่สุดก็สิ้นสุดลง
การโจมตีของชาวจินถูกสกัดไว้ด้านนอกอีกครั้ง
หากการป้องกันเมืองครั้งก่อนสำเร็จ ทำให้ผู้คนในเมืองคิดกันอยู่บ้างว่าอาจเป็นเพราะโชคช่วย การป้องกันเมืองครั้งนี้ก็ยิ่งเสริมความเชื่อมั่นของผู้คนในเมืองให้หนักแน่นขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย
สำหรับจ้าวหนิงแล้ว ความสำเร็จในการรักษาเมืองครั้งนี้ ทำให้บารมีของเขาในเมืองตงจิงพุ่งสูงถึงขีดที่ไม่เคยมีมาก่อน
ทว่าจ้าวหนิงรู้ดีว่า นี่เป็นเพียงความสำเร็จเล็ก ๆ ในการป้องกันเมืองครั้งหนึ่งเท่านั้น
ยังมิใช่ชัยชนะ และยิ่งไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นชัยชนะขั้นสุดท้าย
ถึงกระนั้น เขาก็ยังต้องอาศัยความสำเร็จครั้งนี้ประกาศให้ทั่วเมืองรับรู้ เพื่อปลูกฝังแนวคิดที่ว่า “พวกเราชนะได้” ลงในใจของประชาชนให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
หากสามารถประทับความคิดที่ว่า “ต้องชนะ” ไว้ในใจของประชาชนและกองทัพได้ก็คงดี ทว่าเรื่องนั้นคงเป็นไปได้ยาก
ไม่นานตัวเลขผู้บาดเจ็บล้มตายก็ถูกรายงานขึ้นมา ประตูเมืองใต้มีผู้เสียชีวิตในสนามรบถึง 86 คน บาดเจ็บสาหัส 112 คน และบาดเจ็บเล็กน้อย 363 คน
ประตูเมืองตะวันตกมีผู้เสียชีวิตในสนามรบ 60 คน บาดเจ็บสาหัส 87 คน และบาดเจ็บเล็กน้อย 238 คน
ในฐานะผู้ดูแลภาพรวม สิ่งเดียวที่จ้าวหนิงต้องทำในยามนี้คือรักษาขวัญกำลังใจของทหารและประชาชนที่ร่วมป้องกันเมือง
มีเพียงการประคองสถานการณ์ในยามนี้ไว้ จึงจะตั้งหลักรับมือการเผชิญหน้าครั้งต่อไปได้
ชัยชนะในสงครามมิใช่การขับไล่ศัตรูได้เพียงครั้งสองครั้ง
สงครามเป็นกระบวนการยืดเยื้อ ดังนั้นจึงต้องรักษาความมั่นคงเอาไว้
หัวใจสำคัญของการตั้งหลักให้มั่น ก็คือการรักษาขวัญกำลังใจในปัจจุบัน
จะรักษาไว้ด้วยสิ่งใด?
ด้วยการลงมือทำ
