เมื่อครู่จ้าวหนิงยังคิดอยู่ว่าจิตใจของราษฎรยังพึ่งพาได้ หากร่วมแรงร่วมใจกันในยามนี้ ย่อมรักษาเมืองตงจิงไว้ได้เป็นแน่
แต่พริบตาเดียวก็ถูกตบหน้าเสียแล้ว!
“กราบทูล...กราบทูลฝ่าบาท พวกกระหม่อม...พวกกระหม่อมได้รับคำสั่งจากเบื้องบนให้มารวบรวมเสบียงพ่ะย่ะค่ะ”
รวบรวมเสบียงหรือ?
พวกเจ้าคิดว่าข้าไม่รู้หรือไรว่าการรวบรวมเสบียงกับการปล้นชิงแตกต่างกันอย่างไร?
นี่เรียกว่ารวบรวมเสบียงหรือ?
จ้าวหนิงเหลือบมองจางซูเย่ จางซูเย่กล่าวอย่างไม่ลนลานว่า “ฝ่าบาท กระหม่อมยังมิได้ออกคำสั่งให้ไปขอรวบรวมเสบียงจากชาวบ้านพ่ะย่ะค่ะ”
ความจริงทางการขาดแคลนเสบียงอยู่จริง ดูเหมือนว่าการออกพระราชโองการขอรวบรวมเสบียงจากชาวบ้านจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด
แต่ก็เป็นเพียงแค่ดูเหมือนเท่านั้น
การรวบรวมเสบียงมิใช่ปัญหาคณิตศาสตร์ มิใช่คำนวณตัวเลขกับจำนวนคนให้เรียบร้อย แล้วจะมีเสบียงตามกำหนดเวลา
นี่ไม่ใช่การเล่นเกม ไม่ใช่กดเมาส์ไม่กี่ครั้งแล้วระบบจะมอบเสบียงจำนวนตายตัวให้
นี่มิใช่ปัญหาคณิตศาสตร์ แต่เป็นปัญหาสังคม
หากราชสำนักประกาศออกไปว่าจะรวบรวมเสบียงจากชาวบ้าน ย่อมต้องมีขุนนางและนายทหารจำนวนมากฉวยโอกาสปล้นชิงในยามวุ่นวาย
อย่างเช่นพระราชโองการระบุว่าแต่ละครัวเรือนต้องส่งเสบียงเพียง 20 ชั่ง เชื่อหรือไม่ว่าพวกหน้าไม่อายกลุ่มนั้นจะคิดข้ออ้างต่างกันนับร้อยขึ้นมาได้ทันที แล้วเก็บจากแต่ละครัวเรือนเพิ่มเป็นสองเท่า
ท้ายที่สุดก็จะมาบอกว่า ฝ่าบาท ชาวบ้านยากจน แต่ละครัวเรือนให้ได้เพียง 10 ชั่ง กระหม่อมทำสุดความสามารถแล้วพ่ะย่ะค่ะ!
ก็เหมือนกับเรื่องตรงหน้า
ยามนี้กำลังรักษาเมือง หากรีดไถชาวบ้านภายในเมืองเสียก่อน ทั้งที่ชาวจินยังบุกเข้ามาไม่ถึง ชาวบ้านก็อาจก่อกบฏเสียก่อนแล้ว
ลองคิดดูสิว่าจักรพรรดิฉงเจินสิ้นราชบัลลังก์เพราะเล่นเช่นนี้มิใช่หรือ?
“สามเสบียง” ของฉงเจิน คือภูเขาสามลูกสุดท้ายที่ทับอูฐจนล้ม
เพราะฉะนั้นราชสำนักจะออกคำสั่งรวบรวมเสบียงตามอำเภอใจไม่ได้
แล้วจะทำอย่างไร?
