คนอย่างเว่ยเซียงซึ่งเป็นนักวิชาการสายตำรา เพิ่งติดตามอู๋เจี้ยจากไท่หยวนตีฝ่าวงล้อมมาถึงฝู่โจว จากนั้นก็รุกคืบจากฝู่โจวไปจนถึงด่านเยี่ยนเหมินในพริบตา
ความราบรื่นตลอดเส้นทางทำให้เว่ยเซียงงุนงงอยู่บ้าง
ในใจทั้งตื่นเต้นและหวาดหวั่น
ที่ตื่นเต้นก็เพราะเพิ่งมาถึงเหอตง ก็อาศัยบารมีอู๋เจี้ยสร้างความชอบความดีความชอบขึ้นมาได้แล้ว
ที่หวาดหวั่นก็เพราะกำลังหลักของกองทัพจินไล่ตามมาถึงแล้ว กองทัพซ่งทำศึกและเดินทัพต่อเนื่องมาหลายวัน เหล่าทหารเองก็เหน็ดเหนื่อยไม่น้อย
เว่ยเซียงเอ่ยว่า “แม่ทัพอู๋ ยามนี้กองทัพเรามีกำลังพอจะต่อกรกับยอดทหารชาวจินซึ่งหน้าได้หรือไม่?”
“ไม่พอ” อู๋เจี้ยตอบอย่างฉับไว น้ำเสียงไม่เผยความตึงเครียดหรือหนักใจแม้แต่น้อย
“ไม่พอหรือ?” เว่ยเซียงชะงักไปเล็กน้อย รู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง
“ไม่พอ” อู๋เจี้ยยืนยันอีกครั้ง
“คราวที่ท่านยึดไท่หยวนคืน ต่อสู้กับกำลังหลักของชาวจินซึ่งหน้า สังหารศัตรูไปนับไม่ถ้วน...”
“ครั้งนั้นใช้กลอุบายล่อชาวจินมา ทั้งยังทำให้พวกเขาอ่อนล้า ถึงเอาชนะมาได้อย่างฉิวเฉียด”
เว่ยเซียงพลันไม่รู้ว่าจะต่อคำอย่างไร
คนอื่นพอชนะศึก ก็แทบอยากโอ้อวดให้ฟ้าดินได้ยิน
แต่อู๋เจี้ยชนะศึกกลับบอกว่าเป็นเพราะโชคช่วย!
“เช่นนั้นคราวที่สู้กับกองทัพตระกูลเสอที่ฝู่โจว ก็ราบรื่นยิ่ง...”
อู๋เจี้ยกล่าวว่า “กำลังรบของกองทัพจินแข็งแกร่งกว่ากองทัพตระกูลเสอมาก”
“แม่ทัพอู๋ หากแม้แต่ท่านยังไม่มั่นใจ แล้วพวกเราจะทำอย่างไร?” เว่ยเซียงพลันทำหน้าเศร้าสร้อย ความตื่นเต้นทั้งหมดมลายหายไป
