ไช่เม่าเดินเข้าตำหนักเหวินเต๋ออย่างเร่งร้อน
“ขุนนางเฒ่าขอคารวะฝ่าบาท”
“ไม่ต้องมากพิธี เจ้ามาหาเราด้วยเรื่องใด”
“ฝ่าบาท อ๋องเหลียวส่งฎีกาฉบับหนึ่งไปยังสำนักราชกิจ กระหม่อมอ่านแล้วก็ยังไม่เข้าใจนัก”
“อ้อ เอามาให้เราดู”
จ้าวหนิงเริ่มสนใจขึ้นมา ว่าฎีกาแบบใดกันถึงทำให้ไช่เม่าต้องนำมาส่งด้วยตนเอง
เขาเปิดสำเนาฎีกาแล้วอ่านอย่างละเอียด ครั้นอ่านจบ สีหน้าก็แปรเปลี่ยนไปอย่างมาก ทว่าเขามิได้แสดงความเห็นในทันที เพียงปิดฎีกาลงแล้วนิ่งเงียบ
ชั่วขณะหนึ่งไช่เม่าก็ไม่รู้ว่าจ้าวกวนเจียกำลังคิดเช่นไร จึงไม่กล้าเอ่ยปาก
ผ่านไปครู่ใหญ่ จ้าวหนิงจึงถามว่า“ภัยพิบัติที่ซิงโจวเป็นอย่างไรบ้าง”
“ขาดแคลนเสบียงอย่างหนัก ราคาธัญพืชสูงลิ่ว ชาวบ้านมากมายไม่มีข้าวกิน ได้ยินว่ามีคนอดตายและหนาวตายพ่ะย่ะค่ะ”
“แล้วกรมคลังเสบียงในพื้นที่เล่า”
“เสบียงของกรมคลังเสบียงถูกนำออกแจกจ่ายแก่ชาวบ้านจนหมดแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
จ้าวหนิงถามต่อว่า“แล้วเจ้าคิดว่าอ๋องเหลียวจัดการเรื่องนี้เป็นอย่างไร”
“มีคนหนาวตายและอดตาย ชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรย่ำแย่ แต่พ่อค้ากลับฉวยโอกาสขึ้นราคา กระหม่อมเห็นว่าอ๋องเหลียวใช้วิธีจัดการเรื่องนี้รุนแรงไปบ้าง ทว่าอย่างน้อยก็ช่วยเหลือหลายครอบครัวได้ในเวลาอันสั้น ทำให้เด็กจำนวนมากมีข้าวอิ่มท้องพ่ะย่ะค่ะ”
จ้าวหนิงจ้องไช่เม่าแล้วถามว่า“มีเพียงเท่านี้หรือ”
“แม้กวนจงจะประสบภัยแล้งในปีนี้เช่นกัน ผลผลิตจึงไม่สู้ดีนัก แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะไม่มีเสบียง บ้านขุนนางบางคนกับพ่อค้ามีทรัพย์ยังมีธัญพืชสำรองอยู่มาก ราชสำนักสามารถให้จิงเจาฝู่จัดซื้อจากพวกเขามาส่วนหนึ่ง แล้วขนส่งไปซิงโจวโดยเร็ว เรื่องเร่งด่วนที่สุดคือบรรเทาความเป็นอยู่ของราษฎรที่ซิงโจวพ่ะย่ะค่ะ”
