เสียงทึบดังปังขึ้นครั้งหนึ่ง
ทำเอาเหยาเจิ้งสะดุ้งจนแทบกระโดด
เครื่องยิงหินเครื่องนั้นส่งเสียงคำรามต่ำราวกับสัตว์ร้ายคลุ้มคลั่งในชั่วพริบตา หินก้อนหนึ่งซึ่งชโลมน้ำมันเพลิงไว้ทั่วถูกยิงออกไป พุ่งข้ามกำแพงเมืองอย่างรวดเร็ว ก่อนจะกระแทกเข้าไปด้านใน
พอดีเวลานั้น หว่านเหยียนผอหลูหั่วเดินมาถึงบริเวณใกล้กำแพงเมือง เขาเงยหน้ามอง ก็เห็นลูกไฟลูกหนึ่งตกลงมาจากฟากฟ้า
ชั่วขณะนั้น เขาถึงกับตะลึงงัน
“ตูถ่ง ระวัง...”
ทุกอย่างสายเกินไปแล้ว หลบไม่ทัน ลูกไฟตกลงห่างจากหว่านเหยียนผอหลูหั่วเพียงสามเมตร อีกทั้งยังโดนโหมวเค่อคนหนึ่งเข้าเต็ม ๆ
หว่านเหยียนผอหลูหั่วเห็นกับตาว่าศีรษะของโหมวเค่อผู้นั้นระเบิดกระจาย ราวกับแตงโมสุกงอมในเดือนหก
เมื่อร่างล้มลงกับพื้น ท่อนบนก็ถูกหินยักษ์เพลิงเผาไหม้บดขยี้จนเละ
หินยักษ์กระเด้งจากพื้น แล้วพุ่งต่อไปข้างหน้าอีกช่วงหนึ่ง โชคดีที่คนด้านหลังได้สติทัน รีบแยกทางให้
ถึงกระนั้นก็ยังบดขยี้คนตายไปห้าคน
ท้ายที่สุดมันหยุดลงไม่ไกลนัก เปลวไฟบนหินยังคงลุกโชน
ไม่มีผู้ใดกล้าเข้าใกล้
เมื่อมองศพเหล่านั้นอีกครั้ง บริเวณที่เนื้อหนังฉีกขาดถูกเปลวไฟเผาจนดำเกรียม
แผ่นหินบนพื้นก็แตกร้าวไปด้วย
กลิ่นไหม้เกรียมเริ่มลอยคลุ้งไปในอากาศ
หว่านเหยียนผอหลูหั่วยืนนิ่งงันอยู่ตรงนั้น
หว่านเหยียนผอหลูหั่วเป็นขุนพลห้าวหาญที่ผ่านสมรภูมิมาโชกโชน การบุกตะลุยฝ่าค่ายศัตรูย่อมไม่ใช่เรื่องยาก
แต่เขาเพิ่งเคยประสบภาพอันน่าตื่นตะลึงเช่นนี้เป็นครั้งแรก
มิใช่เพียงหว่านเหยียนผอหลูหั่วที่ตะลึง เหยาเจิ้งเองก็มึนงงไปเช่นกัน
