การทำศึกสงครามมีส่วนคล้ายกับการเล่นไพ่เกมชิงเจ้าที่ดิน
ไม่เพียงต้องดูว่าตนมีไพ่อะไรอยู่ในมือ ยังต้องคาดเดาด้วยว่าฝ่ายตรงข้ามและพวกพ้องอาจถือไพ่อะไรอยู่
จากนั้นจึงค่อยออกไพ่ในมือให้เหมาะกับไพ่ที่วางอยู่บนโต๊ะ
มิใช่มัวแต่หมกมุ่นอยู่กับไพ่ในมือของตน แล้วเอาแต่คิดว่าจะออกไพ่ของตนให้หมดอย่างไร
เห็นได้ชัดว่า ยามนี้ทั้งสองฝ่ายกำลังช่วงชิงจังหวะกันอยู่
หากเยว่เฟยส่งทหารม้า 5,000 นายมาในทันที จงหานส่งทหารเพิ่มอีก 10,000 นาย แล้วรุกเข้าหากองทัพเสินอู่จากด้านข้าง เยว่เฟยจะทำเช่นไร?
ระดมทหารเพิ่มอีก 10,000 นายหรือ?
หากระดมต่อไป เกรงว่าจงหานคงหัวเราะจนตื่นจากฝัน
เพราะเหตุใด?
เพราะกำลังทหารของเยว่เฟยน้อยกว่าจงหาน หากระดมเพิ่มไปเรื่อย ๆ ก็จะบีบให้จ้าวหนิงต้องเข้าร่วมด้วย
นี่แหละคือสิ่งที่จงหานต้องการ
เยว่เฟยกับจ้าวหนิงไม่ได้อยู่ในที่เดียวกัน การส่งข่าวจึงเกิดความเหลื่อมล้ำและล่าช้า เมื่อต้องประสานงานกัน ย่อมสู้จงหานที่บัญชาการกองทัพ 90,000 นายด้วยตนเองไม่ได้
หากปล่อยให้จงหานเป็นฝ่ายชักนำจังหวะการรบ ศึกนี้ก็จะยากขึ้น
ดังนั้น เยว่เฟยจึงไม่ได้ทำตามที่จงหานต้องการ เพียงส่งทหารม้าจำนวนน้อยมาหน่วยหนึ่งเท่านั้น
ยามนี้ ผู้ที่เหมาะจะออกโรงที่สุดย่อมเป็นหยางไจ้ซิง
ว่านเหยียนอาหลู่ปู่ขี่อยู่บนหลังม้า กองทัพจินตั้งขบวนเป็นวงกลมตามแบบมาตรฐาน ซึ่งเป็นรูปขบวนที่เน้นการตั้งรับ
กองทัพจินไม่มีทีท่าจะเข้าปะทะกับกองทัพซ่งที่มาทางนี้ ยิ่งเผยให้เห็นเป้าหมายทางยุทธวิธีของจงหานว่า ต้องการล่อให้กองทัพซ่งเข้ามาเพิ่ม
“ท่านจื่อฮุยสื่อหยาง!” หวังชิง ตูอวี้โหว (นายทหารคุมวินัย) กล่าว “กำลังหลักของชาวจินอยู่ทางทิศตะวันออก ห่างออกไป 12 ลี้ นอกจากกองทัพจินหลายพันนายที่อยู่เบื้องหน้าแล้ว ยังไม่พบร่องรอยทหารจินในบริเวณอื่น ทว่าเราพบรอยคล้ายรอยกีบม้าทางทิศเจ็ดนาฬิกา”
